วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551


การเลี้ยงมดแดงไข่


ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D

.

1. เกี่ยวกับมดแดง

มดแดงไข่เป็นแมลงชนิดหนึ่ง ชอบทำรังและออกไข่ตามต้นไม้ แบ่งเป็น 2 ชนิด

ก. แม่เป้ง ลักษณะลำตัวสีเขียวปนน้ำตาล ส่วนมากจะมีปีก ขนาดใหญ่กว่า ชัดเจน ทำหน้าที่ออกไข่ และป้องกันศัตรู สร้างรัง

ข. มดแดงทั่วไป ลำตัวสีแดง ทำหน้าที่ออกหาอาหาร ป้องกันศัตรู สร้างรัง ต้องเดินทางออกจากรังไปหาอาหารไข่มดแดง ในรังมดแดงมีไข่ 3 ชนิดดังนี้

ก. ไข่มาก เป็นไข่ขนาดใหญ่ที่สุด ฟักออกมาเป็นแม่เป้งโดยเฉพาะ

ข. ไข่ฝาก ขนาดปานกลาง มีจำนวนมากที่สุด ฟักออกมาเป็นมดแดงทั่วไป

ค. ไข่มดดำ ไข่สีดำ ขนาดเล็กฟักออกมาเป็นมดดำมีปีก มักบินหนีในเวลาอันสั้น


2. วิธีเลี้ยงมดแดง


มดแดงกินอาหารจำพวกเศษเนื้อสัตว์ทุกชนิด ก้างปลา ซากแมลง หอย เศษอาหาร ที่ขาดไม่ได้ คือ มดแดงต้องกินน้ำ จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมมดแดงชอบไต่ราวตากผ้าเข้ามาในบ้าน !!!การให้อาหารอาหารมดแดงควรอยู่ในภาชนะที่ไม่มีน้ำขัง ทำให้เศษอาหารแห้งได้ ไม่บูดเน่า การลำเลียงกลับรังทำได้ง่าย เศษอาหารควรมีขนาดเล็ก ภาชนะที่เหมาะที่สุดคือ ตะแกรงลวด หรือมุ้งลวดเก่า หรือภาชนะจักสานขนาดเล็ก ผูกติดกิ่งไม้เหนือศีรษะ ป้องกันสัตว์ชนิดอื่นทำลายหรือกินเศษอาหารการให้น้ำใช้ขวดพลาสติกเจาะด้านข้างขนาดกว้างประมาณ 1 ใน 3 ของขวด ปิดฝาให้สนิทป้องกันฝุ่นหรือสิ่งสกปรกหล่นลงไป ผูกคอขวดด้วยเชือก เติมน้ำให้เต็มรอยเจาะ ใช้ไม้เล็ก ๆ 2-3 ชิ้นจุ่มลงไปในน้ำเป็นสะพานให้มดลงไปกินน้ำ ถ้าไม่มีสะพานมดอาจตกน้ำตายได้


3. ศัตรูของมดแดงไข่


มดแดงไข่จะอพยพหนีจากต้นไม้ที่เลี้ยงไว้ด้วยสาเหตุต่อไปนี้

ก. มีมดดำมาบุกรุกหรือ ตอนนำมดแดงมาปล่อยไม่ได้ขจัดมดดำให้หมด หรือมีมดดำบนต้นไม้ข้างเคียง

ข. จุดไฟใต้ต้นไม้ของมดแดงไข่

ค. ใช้ขี้เถ้าหว่านบนต้นไม้ของมดแดงไข่

ง. ใช้สารเคมีฉีดพ่นบริเวณใกล้เคียง

จ. ขาดอาหารและน้ำ

ฉ.นำมดแดงจากต้นไม้ตั้งแต่2ตันขึ้นไป มาเลี้ยงรวมกัน(ทหารคนละประเทศจะรบกัน!!!!)


4. การเก็บไข่มดแดง


ควรใช้ไม้แหย่เหมือนที่เคยปฏิบัติ เจาะรูบนรังให้เล็กสุดเคาะเบา ๆ ให้ไข่ร่วงลงบนถังน้ำ ข้อสำคัญ ต้องปล่อยแม่เป้งให้หมด เพื่อให้ออกไข่ขยายพันธุ์ต่อไป

เราต้องช่วยกันเปลี่ยนเศษอาหารงานเลี้ยงเป็นไข่มดแดง 1 งานเลี้ยง : ไข่มดแดง 100 กิโลกรัม:30,000 บาท!!!)

* รองศาสตราจารย์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง*นักวิชาการประจำ คณะกรรมาธิการ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา*Ph.D. (University of Missouni - Columbia) สหรัฐอเมริกา


Isaan Copyrighted* ห้ามแปลเป็นภาษาต่างประเทศ

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551


มะละกอ GMO จดทะเบียนฝรั่ง : นักวิชาการขายตัวหรือนักการเมืองขาดวิสัยทัศน์ ?
*รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
ชาวขอนแก่นรู้สึกรันทดใจต่อข่าวมูลนิธิมหาวิทยาลัยคอร์แนล ได้นำมะละกอไปดัดแปลงพันธุกรรมและจดทะเบียนสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้วการกระทำการของฝรั่งครั้งนี้เป็นการบี้บาทาลงบนหัวของคนไทย โดยเฉพาะคนอีสานเป็นการเฉพาะ ท่านนักวิชาการในรั้วในมหาวิทยาลัยจะรู้หรือไม่หนอว่า “มะละกอ” ไม่ใช่แค่ผลไม้ชนิดหนึ่งของคนอีสาน แต่มะละกอยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนอีสานและคนไทยภาคอื่นๆ และคนเขมร ลาว อพยพอีกหลายสิบล้านคนทั่วโลก พอๆ กับปลาร้าหรือปลาแดกของคนอีสาน ฝรั่งเขาอ่านการตลาดทะลุปรุโปร่ง จึงได้แวะเวียนมาในคราบของนักบุญให้ทุนนักวิชาการไทยทำการวิจัย ซึ่งก็ไม่ใช้ความผิดเสียทีเดียว เพราะนักวิชาการหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยนั้นถูกวิสัยทัศน์การบริหารงานองค์กร (มหาวิทยาลัย) ในฐานะผู้นำทางปัญญา ทอดทิ้งมานานหลายชั่วอายุคน ต้องให้คนเหล่านี้ดิ้นรนหาแหล่งเงินทุนต่างชาติมาทำการวิจัย เพื่อยังชีพ ภายใต้สัญญาการผูกมัดเอาเปรียบนานาประการ รวมถึงสัญญาผูกมัดว่าเจ้าของแหล่งเงินทุนเป็นเจ้าของสิทธิ์ด้วยจึงไม่น่าแปลกใจว่านักวิชาการเหล่านี้ ได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างเป็นทางการให้กับต่างชาติเข้ามากอบโกยทรัพยากร อันอุดมสมบูรณ์ของบ้านเราไปเกือบหมดอยู่แล้วในอดีตนักการเมืองผู้กุมชะตาด้านการเกษตรของไทย ดูแล้วห่อเหี่ยวสิ้นหวัง มองหาวิสัยทัศน์ที่จะ “หวงแหน” ทรัพยากรด้านพันธุ์กรรมน้อยเหลือเกินข้อวิกฤตกังวลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงแก้ไขกับทรัพยากรพื้นบ้านอื่นๆ ที่ชาวบ้านนิยมบริโภค เช่น ผักหวาน ไข่มดแดง แมงจีนูน ปูนา เห็ดนานาชนิด หรือ แม้แต่หมอลำที่ฝรั่งนำไปดัดแปลงพันธุ์กรรมเป็นหมอลำ GMO* แล้ว นำไปจะทดเบียน อีกหน่อยอีสานบ้านเฮาจะลำเพลิน ลำกลอน ลำซิ่ง คงต้องขอใช้ลิขสิทธิ์ฝรั่งเสียก่อนเป็นแน่การพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้อิสระแก่โรงเรียนคิดหลักสูตรท้องถิ่นได้เองร้อยละ 30 ผมแอบดีใจอยู่ลึกๆ ว่าจะนำสิ่งต่างๆ ในท้องถิ่นดังกล่าวมาให้เด็กเรียนและสานต่อและพัฒนากับสินค้า OTOPแต่สายไปหน่อยที่โรงเรียนคงไม่มีนักวิชาการในมหาวิทยาลัย คอยช่วยเหลือเพราะไม่มีทุนก้อนโตจ้างทำวิจัย รวมทั้งนโยบายระดับชาติที่ผ่านมาก็ปิดเป็นความลับทั้งหมดโอ้อีสานบ้านเฮา…ดินไม่ดำ น้ำไม่ชุ่ม แล้วยังถูกรุมกินโต๊ะอีกหรือนี่….*GMO;Genetically Modified Oganism;หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงพันธุ์กรรม*คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง*นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลป และวัฒนธรรม วุฒิสภา

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551



นักเรียนเก่งที่สุดในโลกเขาปั้นกันอย่างไร?

รศ.ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.


นักเรียนมัธยมอายุ 15 ปีของประเทศฟินแลนด์ สามารถทำคะแนนจากแบบทดสอบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านได้ดีที่สุด ในบรรดาประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อการพัฒนาและร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจ (OECD-Organization for Economic Cooperation and Development)การทดสอบด้วยโปรแกรมการประเมินนักเรียนนานาชาติ เรียกว่า PISA-Programme for International Student Assessment เป็นโครงการประเมินของผลการเรียน เป็นช่วงๆ ละ 3 ปี สำหรับนักเรียนอายุ 15 ปีของประเทศสมาชิก ปีแรกทำการประเมินในปี ค.ศ. 2000 เน้นทดสอบด้านความสามารถในการอ่าน ช่วงที่ 2 ประเมินในปี 2003 ทดสอบด้านคณิตศาสตร์ และ การแก้ปัญหา และในปีพ.ศ. 2006 ทำการทดสอบความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากผลการทดสอบล่าสุดปี 2003 มีนักเรียนเข้าร่วมจำนวน 6,235 คน จากโรงเรียน 197 แห่ง จาก 161 ประเทศซึ่งนับรวมประเทศไทยด้วย ปรากฏว่านักเรียนจากฟินแลนด์ ชนะเลิศในวิชาการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ส่วนเทคนิคการแก้ปัญหาแพ้แก่นักเรียนจากประเทศเกาหลีไต้เพียงเฉียดฉิว ในทุกวิชานักเรียนฟินแลนด์ ทำค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม OECD ประมาณ 40-50 คะแนน จากคะแนนเฉลี่ยโดยทั่วไปประมาณ 500 คะแนนความเข้าใจและใส่ใจต่อความต้องการของเด็กคือกุญแจสู่ความสำเร็จจากการสำรวจโรงเรียนของฟินแลนด์พบว่า กุญแจสำคัญอันนำไปสู่ความสำเร็จดังกล่าว ประกอบด้วย1. การประกันความเสมอภาคทางโอกาสแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น2. ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล จะเน้นการให้ความช่วยเหลือแนะแนวทางนักเรียนที่มีความต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งนี้พบว่ามีเด็กนักเรียนเพียงจำนวนน้อยนิดที่ต้องเรียนซ้ำชั้น3. ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่เกื้อหนุนให้นักเรียนฟินแลนด์ เก่งกาจขนาดนี้มีหลากหลายปัจจัย เช่นเด็กเล็กๆ รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น และมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นจากการสอนของครูเพียงคนเดียว นักเรียนเรียกชื่อแรกของครู เหมือนคนไทย ไม่มีการให้เกรดในการประเมินการเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปในลักษณะอบอุ่น เป็นธรรมชาติ มีการเน้นการสร้างสรรค์บรรยากาศอันรื่นรมย์ และจูงใจให้เกิดเรียนรู้เป็นอย่างสูงในโรงเรียน การจัดให้มีเครือข่ายห้องสมุดแบบผสมผสาน การจัดให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านของนักเรียนโดยตรง นักเรียนฟินแลนด์ เป็นนักอ่านชั้นยอดเกือบทุกคน รายการโทรทัศน์จากต่างประเทศ จะออกอากาศเป็นภาษาต่างประเทศโดยตรง และใช้ภาษาฟินแลนด์เป็นตัววิ่งอยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นวิธีช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนภาษาต่างประเทศได้ดีขึ้น สามารถ อ่านภาษาของตนเองได้เร็วขึ้นหลักและวิธีการสอน.. การเรียนการสอนยึดหลัก การเรียนรู้ด้วยการกระทำและจากพื้นฐานกิจการของชุมชน (Learning by doing and Community Orientation) ของนักการศึกษาชาวฝรั่งเศสชื่อ Ce'lestin Freinet ซึ่งปรากฏให้เห็นทั้งในหลักสูตรแกนกลางแห่งชาติ และหลักสูตรเฉพาะของแต่ละเมือง โรงเรียนบางแห่งเช่น Stromberg School ยอมรับหลักการดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ โดยการออกแบบและสร้างโรงเรียนให้เป็นห้องปฏิบัติการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมของผู้เรียน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเรียนในแต่ละชั้นเรียนจะมีหลากหลายช่วงอายุของนักเรียน จะไม่มีการนำผลการเรียนมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล การมอบหมายงานระหว่างนักเรียน เรียนเร็ว และเรียนช้า จะมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละคนการเรียนรู้เริ่มจากกิจกรรมประจำวันกิจกรรมการเรียนของนักเรียนเริ่มจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในงานประจำวันทั่วไป ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ละกลุ่มจะสลับกันทำกิจกรรมต่างชนิดกัน เช่นเข้าไปดูเรือนเพาะชำกล้าไม้ ชมห้องสมุด การเก็บขยะกระดาษ การนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ใหม่ การทำปุ๋ยหมัก สนามหญ้า ตู้ปลา ช่วยงานโรงอาหาร ช่วยเลี้ยงและให้อาหารเต่าทะเล ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ ครูจะไม่เป็นผู้แนะนำ แต่จะให้บุคลากรในสถานที่นั้นๆ เป็นพี่เลี้ยงให้ เช่น พนักงานทำความสะอาด แม่ครัว ยาม ฯลฯ ซึ่งทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนทุกคนชั้นเรียนเปิดต้อนรับ พ่อ-แม่ผู้ปกครองเข้ามาช่วยสอนในห้องปฏิบัติการ และช่วงเย็นหลังเรียน ขณะเดียวกันโรงเรียนจะนำนักเรียนไปดูงานนอกสถานที่เป็นประจำในแต่ละปีโรงเรียนจะมีเป้าหลักเพื่อการเรียนรู้แตกต่างกันไปเกี่ยวกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ (Water Earth Air and Fire) การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ สามารถประมวลเข้ากับสถานที่ต่างๆได้อย่างกลมกลืนและมีศิลปะ เช่น สนามเด็กเล่น สถานรับรับเลี้ยงดูเด็กตอนกลางวัน ฯลฯโรงเรียนแบบประสมนักเรียนฟินแลนด์เริ่มเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ใช้เวลาเรียนในภาคบังคับ 9 ปี จนอายุ 17 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเรียน ค่าอาหารกลางวัน ค่าเดินทางไปกลับ จากโรงเรียน ค่าดูแลรักษาสุขภาพฟรีทั้งหมดสรุปปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จของนักเรียนฟินแลนด์1. โครงสร้างทางสังคมซึ่งเสริมส่งการอ่านก. วัฒนธรรม ความรักการอ่านหนังสืออย่างจริงจังของชาวฟินแลนด์ เช่นเกือบทุกบ้านเป็นสมาชิกรับหนังสือพิมพ์, พ่อแม่ช่วยลูกอ่านหนังสือที่บ้าน ค่านิยมเรื่องการอ่าน การรู้หนังสือเป็นที่ยอมรับของสังคม สื่อมวลชนมีบทบาททางสร้างสรรค์ก่อให้เกิดนิสัยรักการอ่านและการเขียน ฯลฯข. ระบบเครือข่ายของห้องสมุดที่มีมากมายกระจายทั่วทุกพื้นที่ มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกทันสมัย มีหนังสือตำรา ที่ควรค่าต่อการอ่านสำหรับครอบครัว สามารถสืบค้นจากอินเทอร์เน็ตได้ มีพนักงานห้องสมุดที่ให้บริการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ให้เข้ากับโรงเรียนค. แม่ของเด็กชาวฟินแลนด์ จะมีการศึกษาสูง ตำแหน่งการงานดี เป็นแบบอย่างแก่เด็กหญิงชาวฟินแลนด์ได้ดี โดยเฉพาะด้านการอ่านหนังสือมีมากกว่าผู้ชาย (พ่อ)ง. การใช้ตัววิ่งภาษาฟินแลนด์ในภาพยนตร์ต่างประเทศ เสียงในฟิล์มทำให้เด็กชาวฟินแลนด์อ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจ. การท่องเน็ต, การส่งข้อความสั้นๆ (SMS) การเล่นเกมส์ เป็นงานอดิเรกสามารถเพิ่มนิสัยรักการอ่านได้ แม้อาจลดการอ่านหนังสือลงบ้าง2. ปัจจัยเรื่องการเรียนการสอนและภาษาฟินแลนด์ก. ตัวอักขระ และการเขียนของภาษาฟินแลนด์ ตรงกับเสียงที่เปล่งออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้การเรียนรู้ในการอ่านทำได้ง่าย (What you say is What you write)ข. หลักสูตรแห่งชาติเน้นทักษะกลยุทธ์การอ่าน และการเขียน ส่วนวิธีการประเมินเพื่อปรับปรุงให้ครูและโรงเรียนมีอิสระในการเลือกค. อุปกรณ์การสอนมีหลากหลาย ครูสามารถเลือกวัสดุประกอบการสอนได้อย่างเป็นอิสระง. นักเรียนมีส่วนร่วมในการเลือก หนังสือ วารสาร หรือสื่ออื่นๆ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนการอ่านจ. เด็กๆ จากครอบครัวผู้อพยพสามารถเรียนรู้การอ่านด้วยภาษาของตนเองฉ. ครูมีส่วนช่วยให้นักเรียนอ่านหนังสือในเวลาว่างทุกโอกาสช. โรงเรียนและห้องสมุด, หนังสือพิมพ์ และวารสารมีส่วนช่วยในการเรียนเป็นอย่างสูงสรุปภาพรวมของความสำเร็จ- ถามว่าฟินแลนด์จัดหาครูเก่งได้อย่างไร? อาจเป็นเพราะค่านิยมเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ได้รับการยกย่อง ดังนั้นการคัดเลือกผู้ที่จะไปสอน หรือฝึกสมองคน จึงกระทำอย่างเข้มข้น ผู้สมัครเข้าเรียนครู 7 คนจะได้รับการคัดเลือกเพียง 1 คนซึ่งเข้มข้นกว่าการคัดเลือกเข้าเรียนเป็นแพทย์ วิศวกร หรือ นักกฎหมาย ครูที่ไร้ความสามารถจะถูกไล่ออกซึ่งมีน้อยมาก ครูมีเสรีภาพทางวิชาการสูงมาก สามารถเลือกวิธีสอนได้เอง เลือกสื่อการสอนเองหรือไม่เลือกเลยก็ได้ ไม่มีการประเมินหรือตรวจสอบครู- การไม่มีแบบทดสอบมาตรฐานไม่มีการสอบไล่ ทำให้นักเรียน เรียนด้วยความสบายใจไม่กดดันและเป็นธรรมชาติ มีการสอบเข้มข้นเพียงครั้งเดียวตอนอายุ 18 ปี คือการสอบเข้าเป็นนักศึกษา (Matriculation) ในมหาวิทยาลัย โดยเฉลี่ยนักเรียน 2 ใน 3 ส่วนสามารถสอบเข้าเรียนต่อได้- การให้บริการอาหารกลางวัน การเดินทาง การบริการสุขภาพและ ค่าเล่าเรียนจัดให้ฟรี ทั้งหมดทำให้ครูและนักเรียนสามารถมุ่งเรื่องการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่- นักเรียนได้รับการฝึกให้ค้นคว้าด้วยตนเอง ตั้งเป้าหมายการเรียนด้วยตนเอง และประเมินตนเองตลอดเวลา- ครูต้องให้กำลังใจนักเรียนเท่านั้น และต้องถือว่าข้อผิดพลาดของนักเรียนคือโอกาสแห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ครูต้องช่วยเหลือเต็มที่แหล่งอ้างอิง1. เฟอร์กัส บอร์เดวิช เรียนดีเลิศ Reader’s Digest กันยายน 2548. P95-1012. The Finnish School-a source of skills and well-being available : http://virtual.finland.fi/Education_Research/

Class Schedule



SARABURI 1
Course description
วิชา ระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา รหัสวิชา 913705


1. รายละเอียดกระบวนวิชา สารสนเทศเพื่อการศึกษา (Information System For Education)
ประกอบด้วยการศึกษาความสำคัญของข้อมูลที่มีต่อการวางแผนงานบริหาร การแนะแนว
การศึกษา ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค การสร้างระบบข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับการได้มา การเก็บ การนำมาใช้และการเลื่อนไหลของข้อมูลและอิทธพลในองค์การ และระหว่างองค์การในระดับต่าง ๆ ในรูปของเครือข่าย การพัฒนาระบบของข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจ

2. จุดประสงค์ของกระบวนวิชา
กระบวนวิชาสารสนเทศเพื่อการศึกษามีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอนทำการ
ศึกษาค้นคว้า และแบ่งปันความรู้ ความคิดเห็น และวิเคราะห์ สังเคราะห์ สารสนเทศจากแหล่ง ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของนโยบายและการวางแผนสารสนเทศแห่งชาติ และแหล่งสารสนเทศจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจทางการศึกษา ตามวัตถุประสงค์จำเพาะของการศึกษา ดังนี้
1) นโยบายสารสนเทศแห่งชาติตามพระราชบัญญัติการศึกษา
2) สถานภาพการพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศทางการศึกษา
3) แผนพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศทางการศึกษาแห่งชาติ
4) Information Society และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ
5) การประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ
6) โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศเพื่อการศึกษาไทย
7) การใช้เครื่องมีอเพื่อจับเก็บสารสนเทศบนอิเทอร์เน็ต
8) การสืบค้นสารสนเทศผ่าน WWW เพื่อการวิจัย
9) การบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศืกษา
10) ICT and Knowledge Management




3. วิธีการเรียนการสอน
กระบวนวิชานี้มุ่งให้เกิดการไหลเวียนของสารสนเทศ (Information Flow) ขึ้นในผู้เรียนและผู้สอน เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบประสารสัมพันธ์ (Cooperative Learning) และการแบ่งปันสารสนเทศด้านต่าง ๆ ดังนั้น การเรียนการสอนจึงประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้

1) การศึกษาจากบัตรข่าว (News Card) ของนักศึกษาแต่ละคนบน e-Mail หรือ Class Weblog
2) การบรรยายแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Lecture)
3) การมอบหมายงานประเด็นย่อย (Small Topic Assignment)
4) การสาธิตและการนำเสนอโดยผู้เรียน (Demonstration and Presentation of Learners)

4. พฤติกรรมที่คาดหวังจากผู้เรียน
1) นักศึกษาเขียน Information Technology News Card ทุกครั้งที่มีการเรียนการสอน
(11 News)บน Weblogหรือ e-Mail ที่กำหนดให้
2) อ่าน Handouts ที่แจกให้ทุกครั้ง
3) ทำแบบทดสอบย่อยที่กำหนด
4) เข้าเรียนครบ 11 สัปดาห์ (11 ครั้ง)
5) ทำงานที่มอบหมายส่งตรงเวลา

5. เกณฑ์การทดสอบและประเมินการเรียน
เกรด A:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 ครบทั้ง 4 ข้อ
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด A
เกรด B:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 แต่ละข้อได้แต่ละข้อได้อย่างต่ำร้อยละ 80
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด B ขึ้นไป

6. Tentative Schedule
วัน เดือน ปี
เนื้อเรื่อง
พุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551
- สังคมสารสนเทศ
- Leadership and IT
- E-Mail application
-
พุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551
- การสืบค้นสารสนเทศจาก WWW
- การประเมินความเที่ยงและความตรงของสารสนเทศจาก WWW
- สถานภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในประเทศไทย
- E - MAIL ANATOMY
พุธที่20 กุมภาพันธ์ 2551
- การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหาร
- ปัจจัยเริ่มต้นเพื่อจัดตั้งอินเทอร์เน็ตในองค์การ
- Web Log anatomy
- นโยบายสารสนเทศเพื่อการศึกษาของต่างประเทศ
- Blog Applications
-
พุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551
- การปรับเปลี่ยนเพื่อรับเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการศึกษาความพร้อมและการปรับตัวของโรงเรียนไทย
- การ UPLOAD FILE ภาพและ TEXT บน Blog
- เทคนิคการ ATTACH FILES
พุธที่ 5มีนาคม 2551
- กรอบแนวทางและกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
- PRESENTATION TECHNIQUES
-
พุธที่ 12 มีนาคม 2551
- การเรียนการสอนผ่านเครือข่าย WWW
- การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในสหรัฐอเมริกา
- Web-based Instruction
พุธที่ 19 มีนาคม 2551
- Knowledge Management
- การประเมินความเชื่อถือของ Information บน WWW
- Skills essential for Web-based knowledge
-

พุธที่ 26 มีนาคม 2551
- VOIP
- (Voice Over Internet Protocol) หรือโทรศัพท์ผ่าน Internet
-

พุธที่ 2 เมษายน 2551
- แผนปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
- การ SAVE FILE รูปแบบต่าง ๆ
-

พุธที่ 9 เมษายน 2551
- การใช้ DIGITAL CAMER
- Secondlife 3D technology for learning

พุธที่ 23 เมษายน 2551
- Final exam.
- สรุป


7. ผู้สอน
รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
Ph.D.(Educational Media & Technology)
University of Missouri - Columbia - USA.-2526
คม.(โสตทัศนศึกษา)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-2517
กศ.บ. (วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม)-2514

ที่ทำงาน
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
โทร (02) 3269040
บ้าน โทร (02) 729 3629
0815808014
Email:panitan007@gmail.com
Weblog: http://saraburi1.blogspot.com