วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ความสำคัญของน้ำต่อสุขภาพ
23-04-2008 Views: 1505
น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกาย ซึ่งช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้เป็นไปอย่างปกติ นอกจากนี้น้ำยังช่วยละลายวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ รวมไปถึงการนำพาสารอาหารให้ไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ระบบการจัดสรรปันส่วนน้ำอย่างเหมาะสมของร่างกาย จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าน้ำและสารเคมีต่างๆ เช่น ฮอร์โมนและเอนไซม์ที่ถูกนำพาไปนั้นจะไปถึงอวัยวะที่สำคัญก่อนเป็นอันดับแรก เช่น สมอง หัวใจ ไต และปอด นอกจากนี้น้ำยังมีส่วนในการวนำพาสารเคมีที่ผลิตและหลั่งออกจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายแล้วปล่อยออกทางของเหลว (น้ำ) ที่อยู่รอบๆ ไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และสารเคมีเหล่านี้ก็จะสีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย

Health Tips: บทบาทสำคัญของน้ำในร่างกาย
น้ำช่วยให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่สมบูรณ์แบบ และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง

น้ำช่วยสร้างพลังงาน และพลังงานนี้จะถูกสะสมอยู่ในร่างกายร่วมกับสารเคมีอื่นๆ ที่เป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย

พลังงานที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำในเซลล์จะช่วยส่งกระแสกระตุ้นเซลล์ประสาท

น้ำช่วยสร้างสารที่มีลักษณะคล้ายกาว ซึ่งจะช่วยเชื่อมประสานผนังเซลลให้ยึดติดกัน

น้ำช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผนังอวัยวะภายในร่างกาย

น้ำช่วยรักษาปริมาณและระดับความเข้มข้นของของเหลวในร่างกาย เช่น เลือดและน้ำเหลือง ให้เป็นปกติ

น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ขับถ่ายสารพิษและสารอันตรายออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ เหงื่อ และการหายใจ

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อโครงสร้างและการทำงานของผิวหนัง

น้ำช่วยขนส่งสารเคมีที่ผลิตขึ้นจากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ปริมาณน้ำในร่างกายจะมีผลต่อการทำงานของโปรตีนและเอนไซม์ต่างๆ

ร่างกายของเราเสียน้ำไปวันละ 4 ลิตร เราจึงจำเป็นต้องหาทางชดเชยน้ำที่เสียไปโดยการดื่มน้ำในปริมาณเท่ากับปริมาณที่สูญเสียไปทุกวัน

"น้ำเปล่าๆไม่มีแอลกอฮอร์"

ที่มา : หนังสือพลังมหัศจรรย์ของน้ำเพื่อสุขภาพดี จาก MK Restaurants

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551


3 tips for how to live to 100(years)
กฏเหล็ก 3 ประการทำให้อายุยืน 100 ปี


Your behavior now makes a difference, says new research. Experts recommend these habits:


1.Get creative at work.


On average, a woman with a creative job has the cardiovascular fitness and other health attributes of someone six years younger, according to a recent study. What does “creative” mean? Acting, writing or painting are obvious picks, but any job can count as long as you find it interesting and it lets you develop new skills, experts say.
Make sure you cover the basics.
2.Eating five servings of fruits and veggies a day:


being active, not smoking, and drinking in moderation could add 14 years to your life, according to new British research. Too tall an order? Tackle just the exercise part: A recent study by the National Cancer Institute found that older people who got at least 30 minutes of moderate exercise most days of the week were less likely to die over the next seven years than those who didn't.
3.Do something fun.


Women who are feeling “happy, excited or content” have lower levels of the stress hormone cortisol, as well as C-reactive protein and interleukin-6—two markers of inflammation linked to heart disease, a University College London study found. It may not take a Ph.D. to figure out that being happy is good for you, but this is one of the first studies to pinpoint a biological reason. So the next time you're feeling frazzled, make plans to do anything that'll get you smiling.
—LISA MULCAHY
·

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ฤาษีดัดตน



กรมทรัพย์สินทางปัญญายื่นคัดค้านการจดเครื่องหมายการค้า “ฤาษีดัดตน”ของนักธุรกิจญี่ปุ่นต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาของญี่ปุ่นแล้ว มั่นใจจะชนะคดีเพราะถือว่าฤาษีดัดตนเป็นภูมิปัญญาของไทยมาแต่โบราณภายใต้แพทย์แผนไทยและมีหนังสือยืนยันถูกต้องตามกฎหมายไทย รวมทั้งเป็นที่รู้จักเป็นการทั่วไปอยู่แล้วรูปปั้นฤาษีดัดตนที่วัดโพธิ์ นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยได้รับแจ้งจากสำนักงานสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญาของญี่ปุ่น ว่านายมาซากิ ฟุรุยะ ได้ยื่นจดเครื่องหมายการค้าฤาษีดัดตนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศญี่ปุ่นและได้ยื่นจดเครื่องหมายการค้าต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาของญี่ปุ่น แบ่งเป็น 2 เครื่องหมายการค้าโดยเครื่องหมายการค้าแรกฤาษีดัดตน ซึ่งจะแสดงในหนังสือพิมพ์และนิตยสาร และเครื่องหมายการค้าฤาษีดัดตน 2จะเป็นการสอนทางด้านโยคะแบบนวดแผนไทย โดยทั้ง 2 เครื่องหมาย ได้ยื่นขอจดเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 23มีนาคม 2548 ซึ่งเครื่องหมายการค้าที่ 1 ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ในวันที่ 28 มีนาคม 2549และเครื่องหมายที่ 2 ลงโฆษณาวันที่ 18 เมษายน 2549แต่การคัดค้านตามระเบียบของกรมทรัพย์สินทางปัญญาของญี่ปุ่นให้คัดค้านภายใน 60วันนับตั้งแต่วันที่ได้มีการประกาศลงในโฆษณา ซึ่งตามระเบียบแตกต่างจากประเทศไทยโดยประเทศไทยจะมีเวลาภายใน 90 วันที่สามารถให้คัดค้านนับตั้งแต่วันที่ประกาศลงในโฆษณาได้นายคณิสสร กล่าวว่า ในส่วนของเครื่องหมายการค้าแรกจะมีผลวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ และเครื่องหมายที่2 จะมีผลวันที่ 17 มิถุนายน 2549ซึ่งขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยได้ยื่นจดหมายคัดค้านการยื่นจดเครื่องหมายการค้าฤาษีดัดตนทั้ง 2เครื่องหมายดังกล่าวไปยังอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาของญี่ปุ่นแล้วขั้นตอนต่อไปคงต้องรอผลว่าทางญี่ปุ่นจะพิจารณาตามที่ประเทศไทยได้ยื่นคัดค้านไปหรือไม่โดยคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เนื่องจากฤาษีดัดตนถือเป็นภูมิปัญญาของไทยแต่โบราณ เป็นที่รู้จักเป็นการทั่วไปและเป็นที่รู้จักทางด้านการรักษาพยาบาลนวดแผนไทย ซึ่งไทยต้องมีการปกป้องอย่างเต็มที่แม้ว่าคำว่าฤาษีดัดตนจะไม่สามารถจดสิทธิบัตรเพราะถือว่าเป็นการใช้ภาษาซึ่งทุกคนมีสิทธิที่จะนำไปใช้เป็นการทั่วไป แต่ไม่มีสิทธิที่จะยื่นจดเป็นเครื่องหมายการค้าใด ๆ ทั้งสิ้นและที่สำคัญฤาษีดัดตนถือเป็นภูมิปัญญาของไทยอยู่ภายใต้แพทย์แผนไทยและมีหนังสือยืนยันถูกต้องตามกฎหมายไทย ดังนั้นประเทศอื่นจะไปยื่นจดเครื่องหมายการค้ากับคำฤาษีดัดตนไม่ได้และในขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ส่งจดหมายคัดค้านและจะมีการจ้างทนายความที่ประเทศญี่ปุ่นให้ดำเนินการคัดค้านเรื่องนี้ต่อไป“อย่างไรก็ตาม หากทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาของญี่ปุ่นมีการพิจารณาและเห็นว่าไทยแพ้คดีขั้นตอนต่อไปไทยยังสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 5 ปี นับจากวันที่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและหากยังแพ้อีกก็ยังสามารถฟ้องศาลที่ญี่ปุ่นได้อีกทางหนึ่ง” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวนายคณิสสร กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากเรื่องดังกล่าว ยังมีการตรวจพบข้อมูลนายเคจิ เคมิยะผู้ประกอบการญี่ปุ่นยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าฤาษีดัดตนในผลิตภัณฑ์และบริการประเภทอื่น ๆ เช่นเครื่องสำอาง อาหารเพื่อสุขภาพ สิ่งบันทึกภาพและเสียง สื่อเล่นโยคะ บริการให้ข้อมูลการแปล การสอนนวดการสอนภาษา โดยยื่นจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2548ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมทรัพย์สินทางปัญญาของญี่ปุ่นโดยไทยจะยื่นคัดค้านเรื่องดังกล่าวต่อไปและขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยได้ร่วมกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทยในญี่ปุ่น เพื่อคัดค้านการยื่นจดเครื่องหมายการค้าฤาษีดัดตนและจะตรวจสอบอย่างใกล้ชิดประเภทเครื่องหมายการค้าที่อาจจะนำไปสู่การใช้ภูมิปัญญาของไทยไปจดเครื่องหมายการค้าในประเทศญี่ปุ่นต่อไป www.manager.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

Final Grade

รหัสนักศึกษา

50210156
A
50210157
B
50210158
A
50210161
B+
50210162
A
50210163
A
50210164
B+
50210166
B
50210167
B+
50210168
B
50210170
B
50210171
A
50210172
B
50210174
B+
50210175
A
50210176
B
50210177
A
50210179
B+
50210180
B
50210181
A
50210184
A
50210188
B+
50210189
B
50210193
B+
50210194
B+
50210195
B
50210198
B+







50210200
B+
50210201
B
50210202
A
50210203
B+
50210205
B+
50210209
A


50210212
A
50210217
A
50210218
A
50210247
B
50210251
B

GRADING CRITERION IS

75-100 grade A

60-74 grade B+

below 60 is B and RG(regraded)







































50210159
B+
50210160
A
50210165
B+
50210169
B+
50210173
B
50210183
B
50210190
B
50210204
B
50210206
B+
50210207
B+
50210208
A
50210211
B
50210213
B+
50210215
A
50210216
B+
50210219
B+
50210222
B
50210224
A
50210225
A
50210227
A
50210228
B+
50210229
B
50210230
B
50210231
B









50210237
B+
50210238
B
50210239
B+
50210240
B+
50210241
B+
50210242
A
50210243
B+
50210244
B+
50210248
B+
50210249
B
50210250
B

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551

อยากสวยอ่านที่นี่

New Skin-Care Productswith Natural IngredientsGive your skin some health food with products containing mushrooms, grapefruit, and other garden ingredientsfrom RealSimple.com

Pomegranate(หมากพิลา)
The hundreds of ruby-colored seeds inside pomegranates were once thought to symbolize fertility, and given the fruit's proven powers as a strong antioxidant, it has given birth to a huge number of products, including designer juice and high-end skin-care creams.The pomegranate's power comes from ellagic acid, a type of polyphenol, which is an antioxidant found in red wine and green tea. Antioxidants seek out and neutralize cell-damaging free radicals that come from the environment (pollution, UV rays) and from the body's natural aging process. Ellagic acid has been shown in some studies to neutralize free radicals more effectively than the other polyphenols found in green tea and red wine. It's also more stable in skin-care products than some other antioxidants, like vitamin C, which can lose potency when exposed to light and air.Find It In:Murad Energizing Pomegranate Moisturizer SPF 15, $30, murad.comMurad Energizing Pomegranate Lip Therapy SPF 15, $16, murad.com Archipelago Pomegranate Creme for the Hands, $26, 800-399-4994 for stores
Grapefruit (หมากโอ)
Until the 19th century, grapefruit was grown purely as an ornamental fruit. Rarely eaten, it was known only for its looks - an interesting harbinger of its modern-day promise to improve ours.A 2005 study by the Smell & Taste Treatment and Research Foundation, in Chicago, showed that the scent of grapefruit on women made them seem an average of six years younger to men. Grapefruit's main use in skin care, however, is as a citric acid. Like any alpha hydroxy acid, citric acid loosens the bonds between skin cells, allowing dead ones to fall away, revealing smoother, more radiant skin.Find It In:Fresh Pink Grapefruit Petite Soap, $12, fresh.comBoots No 7 Radiance Revealed Exfoliator, $10, Target
Mushroom (เห็ด)
No wonder the Super Mario Brothers got a jolt of evil-fighting power whenever they ate a mushroom. Mushrooms have long been used in Asian cultures as remedies for everything from low energy to cancer.The extract of several Japanese mushrooms has been shown to reduce inflammation, which can affect collagen in the skin and contribute to changes associated with aging, such as the appearance of fine lines. Reducing that inflammation keeps skin cells vital and functioning and also suppresses irritation so that other active ingredients, like antioxidants, can do their jobs.Shiitake mushrooms have multifaceted benefits for the skin. They contain antioxidants that block proteins known to cause cell breakdown; they provide chemical exfoliation; and they also contain kojic acid, which has a lightening effect on age spots and discoloration, making skin appear brighter over time.Find It In:Dr. Andrew Weil for Origins Plantidote Mega-Mushroom Face Serum, $65, origins.com Aveeno Positively Ageless Daily Moisturizer SPF 30, $20 at drugstores
Pumpkin (หมากอึ)
Despite its prevalence in favorite sweets, such as pies and muffins, pumpkin is quite acidic. And the enzymes in pumpkin act like salicylic acids, chemical exfoliants that encourage skin cells to turn over more rapidly.Pumpkin is also a carotenoid, a derivative of vitamin A, which is indicated by its orange color, and that makes it an antioxidant in addition to having exfoliating properties.Pumpkin seeds are a good source of zinc and have been used as a natural remedy for acne. Studies show that zinc has an effect similar to that of the common antibiotic tetracycline.Find It In:Jaqua Pumpkin Papaya Purée Enzyme Face Masque, $16, jaquabeauty.com Joico Skin Luxe White Pumpkin Renewing Body Cleanser, $12, 800-805-6426 BambooBamboo (หน่อไม้)
is one hardy plant. Not only is it one of the fastest-growing plants on earth (some species grow more than three feet a day) but its strength and sustainability have also made it a favorite of architects looking for environmentally friendly building materials.Although the Chinese have used bamboo for centuries (the hardened secretion from the stalks has been taken internally to treat asthma), its popularity is only now growing in the United States. Bamboo pulp is being woven into fabric that retains antibacterial qualities even after it is washed. And in skin care, finely milled bamboo powder is used as an exfoliant in cleansers and scrubs. The smooth bamboo particles are less harsh than the scraggly, uneven grains made from salt and nuts, making it safer and less irritating to sensitive skin.Find It In:Clarins Smoothing Body Scrub for New Skin, $33, clarins.com Red Flower Japan Ohana Gingergrass Bamboo Scrub, $62, redflower.com

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

บ่อล้างมลทิน

ให้นักศึกษาเฉลยคำตอบข้อที่ตนเองทำผิดในข้อสอบ โดยการเขียนเรืยงจากข้อ 1-5 โดยคลิ๊กที่ ความเห็นข้างล่างนื้ ส่งภายในวันพุธที่ 30 เมษายน 2551
SARABURI FINAL

ให้นักศึกษาตอบคำถามทุกข้อรวมเวลา 2 ชั่วโมง

1.อธิบายหน้าที่ของ Google Search Features เหล่านี้ พร้อมยกตัวอย่าง
a.File type
b.Definitions
c.Currency Conversions
d.Book Search
e.Calculators

2.ท่านจะนำหลักการแค่ละข้อของ 10 C แต่ละข้อเหล่านี้มีประโยชน์ในการพิจารณาคัดเลือกสารสนเทศใน Internet อย่างไร อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
a.Citations
b.Critical Thinking
c.Credibility
d.Content
e.Copyright

3.ให้อธิบายหลักการเชิงประยุกต์กับหลักการของภาวะผู้นำ (Leadership) ตามองค์ประกอบของ
Credibility = Trustworthiness+Expertise
อย่างละเอียด

4.ICT มีบทบาทในขั้นตอนใดของ KM อธิบายอย่างละเอียด

5.อธิบายหน้าที่และประโยชน์เพื่อการศึกษาของโปรแกรมต่อไปนี้
a.Snagit
b.You Tube
c.iGoogle
dSkype
e.Skechtup


Good Luck and Good Look!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551

`การทำบุญบั้งไฟ
คติความเชื่อโบราณในภาคอีสานมีอยู่ว่า
การทำบุญบั้งไฟเกี่ยวพันกับทางศาสนา ดังมีปรากฏในนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ พญาแถน ” ซึ่งเป็นนิทานที่แฝงคติธรรมไว้อย่างสูงเรื่องหนึ่ง โดยได้กล่าวถึง…
ตำนาน
พระโพธิสัตว์ในชาติที่เสวยร่างเป็นพญาคันคาก ( คางคก ) ซึ่งครั้งกระโน้นห้วงจักรวาลได้ถูกแบ่งเป็น 3 โลก ดังนี้ เทวะโลกอันที่สถิตของเหล่าเทวะโดยมีพญาแถนเป็นผู้ใหญ่ปกครองอยู่บนสวงสวรรค์ มนุษยโลก ซึ่งเป็นที่อยู่ของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งพญาคันคากที่อาศัยอยู่ใต้ต้นโพธิ์ศรีสามกิ่ง ในเมืองพันธุมวดี โลกบาดาล ได้เป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค ณ ห้วงมหาสมุทร
กาลครั้งนั้น พญาแถนเทพเจ้าผู้มีหน้าที่บันดาลให้ฝนตกลงมายังพื้นดินและมหาสมุทร มีความโกรธเคืองมวลมนุษย์ที่พากันเคารพนับถือพญาคันคากเป็นจำนวนมาก จึงกลั่นแกล้งไม่ยอมให้ฝนตกลงมาเป็นเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จนกระทั่งพื้นดินแตกระแหงไปทั่ว น้ำในมหาสมุทรก็เหือดแห้ง บรรดามนุษย์และสัตว์ต่างได้รับความเดือดร้อน จนได้ล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลืออยู่ก็พากันไปปรึกษาพญาคันคาก เพื่อหาวิธีการอยู่รอดและหาหนทางที่จะทำให้พญาแถนเปลี่ยนใจบันดาลให้ฝนตกลงมาสู่พื้นโลกดังเดิม
ในที่สุดก็พากันตกลงว่าต้องประกาศศึกสงครามกับพญาแถน โดยให้พญานาคเป็นทัพแรกยกไปสู้รบ ผลปรากฏว่าได้รับความพ่ายแพ้กลับมา ลำตัวถูกพญาแถนฟันเป็นลาย จนเห็นเป็นเกล็ดดังภาพวาดในสัตว์เทพนิยายทุกวันนี้
ครั้งที่ 2 ได้มอบให้พญาต่อ – แตน นำทัพออกไปทำศึกสงครามซึ่งก็ได้รับความปราชัยกลับมาเหมือนกัน พญาต่อ – แตน ถูกฟันเป็นลาย ดังมีสภาพที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
พญาคันคากได้ทราบเหตุการณ์มาโดยตลอด เลยค้นหาวิธีทำศึกกับพญาแถนด้วยปัญญา จึงกำหนดแผนการขั้นแรก โดยใช้พญาปลวกช่วยกันก่อจอมปวกเป็นถนนสูงขึ้นไปถึงเมืองแถน อีกทั้งเกณฑ์ให่พญามอดนำบริวารไปแอบเจาะด้ามอาวุธของพญาแถนและบริวารเอาไว้เป็นการล่วงหน้า ก่อนที่จะยกทัพไปถึง แผนการขั้นต่อไปสั่งให้พญาแมงป่องและพญาตะขาบพาสมัครพรรคพวกไปแฝงตัวอยู่ตามกองเสื้อผ้าอาภรณ์ และเสบียงอาหารของกองทัพพญาแถน
รุ่งเช้า พญาแถนทราบข่าวข้าศึกยกทัพมาประชิดติดเมือง จึงสั่งให้แม่ทัพนายกองเตรียมพลเข้าต่อสู่ จึงถูกหน่วยจารกรรมของพญาคัคากที่ซ่อนอยู่กัดต่อยเอาเจ็บปวดระบบไปทั้งกองทัพ พญาคันคากเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงท้าให้พญาแถนออกมาสู้รบให้ประจักษ์แก่บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชา โดยพญาคันตากได้ทรงช้างงับ ( เต่า ) มีบ่วงบาศก์เป็นอาวุธ ( ลิ้น )
ส่วนพญาแถนทรงช้างศึกพรั่งพร้อมด้วยศาสตราวุธต่าง ๆ แต่ครั้งพญาแถนจะหยิบอาวุธประเภทใดก็ปรากฏว่า ถูกมอดกัดเจาะด้ามผุพังจนหมด ไม่มีอาวุธต่อสู้เลย ถูกพญาคันคากใช้บ่วงบาศก์คล้องคอ ลากตกลงจากช้างทรงยอมแพ้อย่างศิโรราบ พญาแถนได้ขอร้องให้พญาคันคากปล่อยตนให้เป็นอิสระ โดยสัญญากันว่า ยินดีให้ฝนตกลงมายังโลกมนุษย์ดังเดิม แต่ในปีต่อไปเพื่อกันลืม หากถึงเดือน 6 ถ้ามนุษย์ต้องการให้ฝนตกลงมาสู่พื้นดินและมหาสมุทรให้จุดบั้งไฟขึ้น ตนก็จะส่งฝนตกลงมา ส่วนมากน้อยเพียงใด ถือเอาเสียงกบ เสียงเขียด อึ่งอ่าง ร้องเป็นสัญญาณ ครั้นพอได้ยินเสียงว่าดุ๋ยดุ่ยหรือเสียงโหวดของชาวนาก็จะให้ฝนหยุดตก เริ่มแต่บัดนั้น พญาแถนก็ได้ปฏิบัติตามสัญญา จนกระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้
ความเชื่อและความสำคัญ
งานบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวไทยอีสาน ผู้คนนิยมกระทำกันก่อนลงมือทำนาทำไร่ และร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจะทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาแต่โบราณกาล จัดทำขึ้นตามความเชื่อในเรื่องการขอฝนจากพญาแถนในเดือน 6 โดยชาวอีสานมีความเชื่อว่าภายหลังจากการจัดงานบุญบั้งไปแล้ว เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จะดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพรรณธัญญาหารสมบูรณ์ และยังเป็นคติความเชื่อโบราณในภาคอีสานว่า การทำบุญบั้งไฟนี้ยังเกี่ยวพันกับทางศาสนา ดังมีปรากฏในนิทานพื้นเมืองเรื่อง “ พญาแถน ” ซึ่งเป็นนิทานที่แฝงคติธรรมไว้อย่างสูงเรื่องหนึ่ง
บุญบั้งไฟถือได้ว่าเป็นพิธีกรรมหรือประเพณีที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาวอีสาน เพราะเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลัก และเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุดของประชากรในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะด้วย ( รุจิกาญจน์ พงศ์กลัด , 2544 )
การจัดการความรู้…สู่อนาคตที่ใฝ่ฝัน

ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)



บทนำ

การบริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชุมชนหรือองค์กร สิ่งที่เราจะต้องไม่มองข้ามตั้งแต่แรกเริ่มก็คือการทำความเข้าใจใน “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ให้กระจ่างแจ้งก่อนว่า “ขณะนี้” เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดใด ? สภาพของเราเป็นอย่างไร ? เราจะต้องพยายามตอบคำถามเหล่านี้อย่างเป็นกลางให้มากที่สุด โดยจะต้องไม่เข้าข้างตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บางครั้งจึงจำเป็นต้องหาคนอื่นมาทำหน้าที่สะท้อนภาพที่แท้จริงนี้ให้กับเรา นอกจากนั้นเรายังต้องสามารถบอกได้ด้วยว่าต้องการจะเห็นหรือต้องการจะเป็นอะไรใน “อนาคต” อะไรคือสิ่งที่ชุมชนหรือองค์กรมุ่งหวัง (Purpose / Mission) อะไรคือภาพที่พึงปรารถนา (Vision) หรืออะไรที่เป็นคุณค่าที่เราต้องการ (Value) สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นเป้าหมายหรือเป็นการกำหนดทิศทางให้กับชุมชน/องค์กรของเราแล้ว ยังเป็นส่วนที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทุกชีวิตที่เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตมีพลัง ทำให้คนทุกคนย่างก้าวไปอย่างมีจุดหมาย ทำให้ชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย
เป้าหมายที่เราตั้งไว้ในอนาคตนี้นอกจากจะเป็นการกำหนดทิศทางให้กับเราแล้ว ยังเป็นเป้าหมายที่ทำให้ใจของเราจดจ่อ (Focus) อีกด้วย ใจที่จดจ่อนี้ถือได้ว่ามีพลังอย่างยิ่ง เปรียบได้กับการที่เราเอาเลนซ์นูนมาวางรับแสงอาทิตย์ เลนซ์นูนสามารถรวมลำแสงจนสามารถเผากระดาษหรือใบไม้แห้งให้ลุกเป็นไฟได้ ใจที่จดจ่อของเราก็เช่นกันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพาเราก้าวเดินผ่านปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้ คำถามที่ตามมาก็คือเมื่อเรารู้จุดปัจจุบันที่เป็นอยู่และมองเห็นภาพแห่งอนาคตที่มุ่งหวังแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเชื่อมต่อปัจจุบันกับอนาคตนี้ได้ (รูปที่ 1) บทความนี้พยายามจะตอบคำถามดังกล่าวจากมุมมองของการบริหารเชิงยุทธศาสตร์และการจัดการความรู้ (Knowledge Management หรือที่จะขอเรียกย่อๆว่า KM)


รูปที่ 1 : KM –สะพานเชื่อมอนาคตกับปัจจุบัน


การบริหารเชิงยุทธศาสตร์

ถึงแม้ว่าการกำหนดทิศทางและเป้าหมายจะเป็นขั้นตอนเบื้องต้นที่จำเป็นและสำคัญยิ่ง แต่สิ่งที่ท้าทายบทบาทการเป็นผู้บริหารก็คือการตอบคำถามที่ว่า “เราจะนำพาชุมชนหรือองค์กรที่เราร่วมรับผิดชอบอยู่นี้ไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างไร ?” เราจะมียุทธศาสตร์ จะต้องวางกลยุทธ์หรือแนวทางอย่างไร เพื่อให้สามารถไปถึงจุดหมายนี้ได้ รูปที่ 2 แสดงกระบวนการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๆ ดังต่อไปนี้


องค์ประกอบที่ 1 เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และค่านิยม (Value) ของชุมชน/องค์กรโดยรวมว่าต้องการจะเห็นชุมชน/องค์กรเป็นอะไร ? อะไรคือพันธกิจหลัก ? และอะไรที่ถือว่าเป็นคุณค่าหรือค่านิยมของชุมชน/องค์กรที่ต้องการ โดยที่ทั้งสามส่วนนี้จะต้องไม่ขัดแย้งซึ่งกันและกัน

องค์ประกอบที่ 2 เป็นการระบุเป้าหมายซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของวัตถุประสงค์ ทั้งนี้เพื่อที่จะตอบคำถามที่ว่าเราทำสิ่งที่ทำอยู่นี้ไปทำไม (Why) และอะไร (What) คือผลลัพธ์ที่เราต้องการ

องค์ประกอบที่ 3 จัดว่าเป็นหัวใจของกระบวนการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นการกำหนดกล-ยุทธ์ (Strategy) กลวิธี (Tactic) เป็นการวางแนวทาง เสนอวิธีการหรือเครื่องมือที่จะทำให้สามารถดำเนินงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เทคนิคในการกำหนดกลยุทธ์มีหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายก็ได้แก่ เทคนิคการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และปัญหาที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า SWOT Analysis การวิเคราะห์ SWOT จะทำให้เราสามารถตอบคำถามที่ว่า เราจะเดินไปสู่จุดหมายได้อย่างไร (How) ภายใต้สถานภาพขององค์กรตามที่เป็นอยู่ โดยดูจากสถานการณ์รอบด้านประกอบ

องค์ประกอบที่ 4 เป็นการพิจารณาเพื่อระบุว่ามีอะไรบ้างที่ถือเป็นปัจจัยหลัก ๆ ที่จะผลักดันให้เราทำงานได้สำเร็จ โดยที่ปัจจัยเหล่านี้มักจะหนีไม่พ้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแผนงานและทรัพยากรที่จำเป็น เช่น คน เครื่องมือ หรืองบประมาณ เป็นต้น

องค์ประกอบที่ 5 เป็นการกำหนดเครื่องมือที่จะใช้สำหรับติดตามและประเมินงานต่อไป ซึ่งก็ได้แก่การกำหนดตัวชี้วัดหลัก ๆ ที่มักเรียกกันทั่วไปว่า KPI (Key Performance Indicator) KPI ที่ดีจะต้องมีจำนวนไม่มากจนเกินไป คือต้องเลือกเฉพาะตัวหลัก ๆ เท่าที่จำเป็น โดยที่ตัวชี้วัดที่กำหนดขึ้นมานี้จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น KPI ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะใช้ Monitor (ติดตาม) การทำงานแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับ Motivate (กระตุ้น) ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ผู้บริหารส่วนใหญ่มักใช้เครื่องมือนี้ในทางตรงกันข้าม คือมักจะเอาไปใช้ “บั่นทอน” ความมั่นใจและทำให้คน “หมดไฟ” มากกว่าที่จะใช้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน

องค์ประกอบทั้งห้าดังที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อตัวหนึ่งเปลี่ยน ตัวอื่นก็จะถูกกระทบและจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อวิสัยทัศน์เปลี่ยน วัตถุประสงค์ก็จะถูกกระทบและอาจต้องเปลี่ยนตามไป หรือในกรณีที่สภาพขององค์กรเปลี่ยนไปหรือสถานการณ์รอบข้างเปลี่ยน กลยุทธ์ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน ซึ่งก็จะมีผลทำให้ปัจจัยความสำเร็จและ KPI ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน


การจัดการความรู้เชิงยุทธศาสตร์

ในปัจจุบันประเด็นเรื่องการจัดการความรู้ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันค่อนข้างบ่อยและในความหมายที่ค่อนข้างจะหลากหลายจนอาจทำให้ผู้ที่สนใจเกิดความสับสนกันพอสมควร บทความนี้เป็นการนำเสนอการจัดการความรู้ในรูปแบบที่เชื่อมโยงกับการบริหารเชิงยุทธศาสตร์(ดูรูปที่ 3) คือมองว่าถ้าอนาคตที่พึงประสงค์เปรียบได้กับบันไดขั้นที่ 5 บันไดขั้นที่ 4 ก็คือการกำหนดยุทธศาสตร์ปัจจัยความสำเร็จ และบันไดขั้นที่ 3 ก็คือ การกำหนด KPI หรือดัชนีชี้วัด Performance ที่ต้องการ ส่วนบันไดขั้นที่ 2 ก็คือ Required Competency หรือความสามารถหลักที่ต้องมี ถ้าจะให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้ตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ องค์กรจำเป็นต้องมีความสามารถด้านใดบ้าง จึงจะทำให้เกิด Performance (บันไดขั้นที่ 3) ที่ต้องการ ส่วนบันไดขั้นที่ 1 ก็คือการประเมินศักยภาพและความสามารถในปัจจุบันขององค์กรว่า ขณะนี้องค์กรมีความสามารถด้านใด เพียงใด มีปัญหาอยู่ตรงไหนบ้าง กระบวนการต่าง ๆ มีความชัดเจนดีหรือมีประสิทธิภาพเพียงใด อาจจำเป็นต้องทำการประเมินการดำเนินงาน (Operational Audit) หรือถ้าองค์กรเดินอยู่ภายใต้ระบบการบริหารคุณภาพ ก็จะต้องนำผลจากการตรวจประเมินคุณภาพภายในมาพิจารณา หรือถ้าเป็นการมองจากมุมเรื่องความรู้ ก็อาจจะต้องจัดให้มีการประเมินความรู้ (Knowledge Audit) ขึ้นมาก็ได้ เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ทั้งส่วนที่เป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) ซึ่งอาจแสดงออกมาในรูปของแผนที่ความรู้ หรือ Knowledge Map ก็ได้


รูปแบบการจัดการความรู้ที่กล่าวในที่นี้ เป็นการจัดการความรู้ที่มีวัตถุประสงค์เด่นชัดว่าเพื่อให้ได้มาซึ่ง Performance ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่กำหนด อันจะมีผลทำให้สิ่งที่ปรารถนานั้นเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการมอง KM เชิงยุทธศาสตร์ ที่จะสามารถเชื่อมโยงปัจจุบันกับอนาคตได้เป็นอย่างดี เป็นรูปแบบของ KM ที่มิได้หยิบยกขึ้นมาอย่างลอย ๆ เพียงเพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำตามกระแสหรือเพื่อให้ทันแฟชั่นเท่านั้น หากแต่มอง KM ในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้แก้ปัญหา ใช้พัฒนางานและสานฝันที่มุ่งมาดปรารถนาให้เป็นจริงขึ้นมา


โมเดลการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ภายใต้แนวทางนี้ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง (Learning by doing) เป็นการเรียนรู้ในทุกขั้นตอนของการทำงาน เช่น ก่อนเริ่มงานจะต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะทำ จะเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองหรืออาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน (Peer Assist) มีการศึกษาวิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ได้ผลพร้อมทั้งค้นหาเหตุผลด้วยว่าเป็นเพราะอะไร และจะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นมาใช้กับงานที่กำลังจะทำนี้ได้อย่างไร ในระหว่างที่ทำงานอยู่ก็เช่นกัน จะต้องมีการทบทวน (Review) การทำงานอยู่ตลอดเวลาเรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ได้จากการทบทวนกิจกรรมย่อยในทุก ๆ ขั้นตอน หรือใช้เครื่องมือที่เรียกว่า After Action Review (AAR) คือหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่าจุดมุ่งหมายของงานที่ทำอยู่นี้คืออะไร กำลังเดินไปถูกทางหรือไม่เพราะเหตุใด มีปัญหาอะไรหรือไม่ จะต้องทำอะไรให้แตกต่างไปจากเดิมหรือไม่อย่างไร และนอกจากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นการทำงานหรือเมื่อจบโครงการ (ไม่ควรเกิน 2-3 สัปดาห์) ก็จะต้องมีการทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ทำมาแล้ว โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Retrospect ว่ามีอะไรบ้างที่ทำได้ดี มีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือรับไว้เป็นบทเรียน (Lesson Learned) ซึ่งการเรียนรู้ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นวงจรอยู่ตรงส่วนกลางของโมเดลการจัดการความรู้นั่นเอง


อย่างไรก็ตาม การที่มีเพียงแค่วงจรการเรียนรู้นั้นคงยังไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็นการจัดการความรู้จนกว่าจะมีการจัดการทำให้เกิดวงจรอีกสองวงขึ้นดังต่อไปนี้
วงจรวงที่สองเป็นวงจรที่อยู่ด้านบนของวงจรการเรียนรู้ เป็นการเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการ “ค้นหา” แหล่งความรู้ต่าง ๆ (Source of Knowledge : SoK) ที่อยู่ข้างนอก ซึ่งอาจจะเป็นตัวบุคคล (ผู้ชำนาญการ) วิธีปฏิบัติชั้นเยี่ยม (Best Practice) ข้อมูลที่ได้จาก Website หรือ ความรู้ที่ได้จากการ “คบหา” แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งต่อหน้า (Face to Face) หรือผ่าน Virtual Community โดยที่จะต้องสามารถ “คว้า” เอาความรู้ที่ต้องการมาใช้โดยไม่ลืมขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้อง และการนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมด้วย วงจรนี้จึงเป็นวงจรของการ “หา-คว้า-นำมาปรับใช้” สำหรับวงจรวงที่สามที่อยู่ส่วนล่างสุดของรูป เป็นการมองความรู้ส่วนที่มีอยู่เดิมเรียกได้ว่าเป็น Knowledge Assets หรือเป็นองค์ความรู้ (Body of Knowledge : BoK) ที่มีอยู่ ซึ่งต้องพร้อมที่จะ “ควัก” ออกมาใช้โดยผ่านการตรวจสอบและปรับใช้ให้เหมาะสมเช่นเดียวกันกับความรู้ที่มาจากแหล่งภายนอก และนอกจากนั้นเมื่อวงจรการเรียนรู้หมุนไปได้ ในที่สุดแล้วจะต้องมีขั้นตอนการ “เคี่ยว” สิ่งที่ได้เรียนรู้ให้ตกผลึกเกิดเป็นองค์ความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นมาอีกด้วย
กระบวนการการจัดการความรู้ที่สมบูรณ์จึงต้องประกอบด้วยวงจรทั้งสามดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยที่วงจรทั้งสามนี้จะต้องมีความเป็นพลวัต (Dynamics) คือมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการจัดการความรู้ตามโมเดลนี้ นอกจากจะเป็น Outcome เชิง Performance ตามที่ต้องการแล้ว ผลพลอยได้หรือ By-product อื่น ๆ ที่สามารถเห็นได้เป็นรูปธรรมก็ได้แก่ แหล่งความรู้ (SoK) และเครือข่ายที่แพร่ขยายกว้างขวางยิ่งขึ้น ปริมาณองค์ความรู้ (BoK) ที่เพิ่มพูนขึ้นซึ่งทั้งสองส่วนนี้ถือว่าเป็น Output ที่ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดและสามารถวัดได้ในเชิงปริมาณ สำหรับส่วนที่เป็นกระบวนการ (Process) หรือ Know-how ของนักปฏิบัติจัดการความรู้ที่ทำให้วงจรทั้งสามหมุนไปได้อย่างต่อเนื่องก็จะถูกถ่ายทอดไว้จัดทำเป็นคู่มือนักปฏิบัติจัดการความรู้ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของการเล่าเรื่องจัดทำเป็นกรณีศึกษาหรือเป็นการอธิบายกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และการเอื้ออำนวยในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้เผยแพร่เป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อไป
สำหรับปัจจัยนำเข้าหรือ Input ที่ถือได้ว่าสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไปได้ก็คือเรื่อง “ภาวะผู้นำ” ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการความรู้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “คน” และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโดยเนื้อแท้แล้ว คนจะไม่ยอม “ถูกจัดการ” แต่จะต้องอาศัยใช้สิ่งที่เรียกว่าภาวะผู้นำเท่านั้น ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นตั้งแต่การสร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน (Shared Purpose) การกำหนดหลักการสำคัญ (Set Principles) ไว้เพื่อให้แนวทางตลอดจนการปรับมุมมองหรือกรอบแนวความคิดให้อยู่ภายใต้ฐานความคิดที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ตั้งแต่แรก
โมเดลการจัดการความรู้ตามที่เสนอนี้เป็นเพียงโครงร่างคร่าว ๆ สำหรับใช้สื่อสารเพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินงานไปได้ โดยได้ให้ความยืดหยุ่นไว้อย่างเต็มที่ เพื่อให้องค์กรภาคีสามารถปรับแต่งใช้ได้ภายใต้บริบทและโจทย์ของปัญหาที่ต่างกัน


บทสรุป
สังคมไทยห่างไกลจากการเป็น “สังคมการเรียนรู้” เพราะในอดีตที่ผ่านมาเรามักจะทิ้งภารกิจที่สำคัญยิ่งนี้ไว้กับระบบการศึกษาของชาติ มาถึงวันนี้เราต่างก็ได้ตระหนักกันดีแล้วว่าการเรียนรู้เป็นพันธกิจแห่งชีวิตที่คนทุกคนไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่ในชุมชนหรือในองค์กรก็ตาม ต่างจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ เราจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ คือต้องมองให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว คนทุกคนล้วนมีศักยภาพอยู่ในตนด้วยกันทั้งสิ้น เราต้องกำจัดความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตนที่อยู่ในคนให้หมดไป คนแต่ละคนจะต้องมีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนมี ในสิ่งที่ตนเป็น และจะต้องรู้จักเปิดใจ ใฝ่เรียนรู้ในสิ่งที่ตนยังไม่มี ต้องกล้าพอที่จะเปิดเผยว่าตนเองมีสิ่งที่ตนต้องการจะรู้ กล้าพอที่จะขอความช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันก็ใจกว้างพอที่จะเป็นผู้ให้ พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่มุ่งมั่นใฝ่ฝัน ซึ่ง KM น่าจะเป็นกลไกที่ทำให้ฝันนี้เป็นจริงขึ้นมาได้
ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์
Web Site Credibility
สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.*

การประชาสัมพันธ์องค์กร หรือส่วนบุคคลโดยการนำเสนอเผยแพร่ผ่านเครือข่าย WWW เป็นไปอย่างแพร่หลายรวดเร็ว การประเมินหรือให้ความสำคัญกับสาระของเว็บไซต์จึงจำเป็นต้องมีเกณฑ์ สำหรับผู้บริโภคข่าวสารว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อสารสนเทศเหล่านี้มากน้อยเพียงใด
จากการสำรวจของ Persuasive Technology Lab ของมหาวิทยาลัย Stanford จากกลุ่มตัวอย่าง 1400 ตัวอย่าง ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเมื่อประเมินเว็บไซต์จำนวน 51 แห่ง พบว่า มีปัจจัยบางประการช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ และปัจจัยบางประการที่ทำให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือลดลง จากปัจจัยรวมทั้งเจ็ดประการ พบว่า 5 ปัจจัยแรกมีส่วนทำให้เกิดความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นได้แก่ ก.รู้สึกอยู่ในโลกของความเป็นจริง (real-world feel)
ข. ใช้งานง่าย (ease of use)
ค. เป็นผู้ชำนาญการ (expertise)
ง. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness)
จ. เอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม (tailoring)
ปัจจัยที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงคือ :
ฉ. มีลักษณะเพื่อการค้า (Commercial implications)
ช. ความเป็นมือสมัครเล่น (amateurism)
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ทั้งทางบวกและทางลบ จึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการออกแบบเว็บไซต์ต่อไป









รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
*คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
*นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมวุฒิสภา
ที่มาของปัญหา
ท่านที่เคยท่องเว็บจะสังเกตพบว่า มีเว็บไซต์หลาย ๆ แห่งนำเสนอสารสนเทศลักษณะด้อยคุณค่า หรือนำเสนอข้อความทำให้เกิดความเข้าใจผิด , หรือไม่นำเสนอสารสนเทศใด ๆ แต่มีชื่อ URL หรือเว็บไซต์เท่านั้น (Under Construction-หรือกำลังก่อสร้างทั้งปี1!!!) นักท่องเว็บจึงเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของเว็บต่าง ๆ อันเป็นเหตุให้บรรดาผู้สร้างเว็บต้องสำรวจตรวจสอบตนเองว่า เว็บที่สร้างขึ้นมีความน่าเชื่อถือได้เพียงใด ในปัจจุบันการออกแบบเว็บไซต์มักใช้ศิลปะมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่มีงานวิจัยใด ๆ ชี้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

ความน่าเชื่อถือนั้นเป็นฉันใด?
ความน่าเชื่อถือ (credibility) อาจนิยามได้ว่า หมายถึง ความเชื่อได้ (believability) ดังเช่น คนน่าเชื่อถือได้ สารสนเทศที่น่าเชื่อถือก็คือสารสนเทศที่เราเชื่อได้นั่นเอง ความน่าเชื่อถือยังมีลักษณะสองประการคือ ความรู้สึกว่ามีคุณภาพ คุณภาพที่ผู้คนรับรู (Perceired) ดังกล่าว อาจไม่มีอยู่ในบุคคล , วัตถุหรือสารสนเทศจริง ๆ ก็ได้
ดังนั้นการอภิปรายถึงคุณภาพของคอมพิวเตอร์ใด ๆ จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงความน่าเชื่อถือได้จากการรับรู้ (Perception of credibility) เสมอ
นักวิชาการเชื่อว่าการรับรู้เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือได้เป็นผลมาจากสมองได้ประเมินปัจจัยหลากหลายไปพร้อม ๆ กัน ปัจจัยสำคัญ ๆ อาจได้แก่ ;
ก. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness) เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่นักท่องเว็บจะประเมินสารสนเทศต่าง ๆ ผ่านเว็บเพจส์ ประกอบด้วยความตั้งใจจริง (well intentioned) , ความมีสัจจะ (truthful) , ความไม่ลำเอียง (unbiased) ความไว้เนื่อเชื่อใจได้จึงย่อมบ่งบอกถึงความดีงามและมีจรรยาบรรณของเว็บไซต์
ข. ความเป็นผู้ชำนาญการ (expertise) หมายถึง มีความรอบรู้ มีประสบการ มีสมรรถนะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงความรู้ และทักษะที่เว็บไซต์แสดงออกมา
เมื่อรวมทั้งสองปัจจัยเข้าด้วยกันอาจสรุปได้ว่า เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างสูง จะต้องทำให้ผู้มาเยี่ยมชมรับรู้ว่า มีความไว้เนื้อเชื่อใจได้ และความเป็นผู้ชำนาญการในระดับสูง

ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ;
บุคคลโดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือที่อยู่อาศัย จะประเมินความน่าเชื่อถือได้ของเว็บไซต์คล้าย ๆ กัน จึงสามารถนำผลการวิจัยมาสรุปเพื่อการออกแบบเว็บไซต์ได้ดังต่อไปนี้
1. ออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงเอกลักษณ์ขององค์กร
การแสดงที่อยู่หมายเลขโทรศัพท์ และภาพถ่ายของบุคคลในองค์กรเพี่อให้ผู้สนใจติดต่อค้นหาได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือได้

2. การออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ไม่เกิน 3 คลิ๊ก ที่สำคัญถ้ามีการลิงค์ต้องมีสารสนเทศอยู่จริง สามารถมองหาเครื่องหมายนำทาง (navigator) ได้ง่าย
3. แสดงถึงความเป็นผู้ชำนาญการ เช่น มีชื่อนักเขียนบทความ , การอ้างอิงชัดเจน
4. แสดงถึงความไว้เนื่อเชื่อใจได้ , เช่น การเชื่อมโยงถึงเว็บไซต์อื่น ๆ จะต้องบอกถึงความจำเป็นและความสำคัญของสาระนั้น ๆ อันแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความไม่ลำเอียง ซึ่งบางครั้งขัดกับนโยบายขององค์กรเหล่านั้นซึ่งมุ่งแต่การประชาสัมพันธ์ตนเอง
5. การเอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม หรือผู้ใช้งาน เช่น yahoo mail จะขึ้นคำว่า welcome to yahoo mail (ซึ่งผู้ใช้งาน) ทุกครั้งที่เรา sign in เข้าไปเป็นต้น
6. หลีกเลี่ยงการโฆษณาบนเว็บไซต์ คนส่วนมากไม่ชอบการโฆษณาบ้าบิ่น การนำโฆษณามาผสมผสานกับสาระบนเว็บเพจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง อย่างไรก็ตามผลการวิจัยชี้ว่า banner ads หรือป้ายโฆษณาเล็ก ๆ น่ารัก ๆ จะช่วยให้เพิ่มความน่าเชื่อถือได้
7. หลีกเลี่ยงความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ผลการออกแบบเว็บไซต์จะต้องมีลักษณะมืออาชีพ ความผิดพลาดเพียงน้อยนิด เช่น พิมพ์ชื่อคนผิดไปวางภาพกับคำอธิบายผิดตำแหน่ง เว้นวรรคผิดที่ จะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมาก
จากการทำวิจัยซ้ำของ Stanford และ Makorsky และ Company ในปี 2002 พบปัจจัยที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือได้เพิ่มขึ้นดังนี้
1. การเพิ่มคุณค่าให้กับเว็บไซต์ โดยการปรับปรุงสาระให้ทันสมัย ตอบคำถามบนเว็บบอร์ด ส่งอีเมลล์ยืนยัน หรือตอบรับในสิ่งที่จะตกลงกัน มีความสามารถในการช่วยกัน สามารถพิมพ์หน้าออกมาได้ง่าย มีหมายเลขโทรศัพท์หรือเมลล์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับติดต่อได้
2. ปกป้องความดีงามของสาระ โดยแยกออกจากโฆษณาอย่างเด่นชัดไม่มีโฆษณามากเกินไป ทั้งลักษณะ banner และ pop-up บทความต้องมีอ้างอิง หรือผู้แต่งเสมอ
3. หน้าตา ดูดี มีลักษณะการออกแบบเป็นมืออาชีพ ใช้ศิลปะอย่างมีรสนิยม เหมาะสมกับสาระ ไม่มีตัวสะกดผิดพลาด เว้นวรรคผิด ๆ นามสกุลของเว็บไซต์ (domain name) ต้องเป็นของสถาบัน ถ้าเป็นของฟรีทั่วไป เช่น Geocities, AoL จะมีความน่าเชื่อถือลดลง
4. ต้องแน่ใจว่าทุกองค์ประกอบทำงานได้ การเชื่อมโยงไม่ได้ การแฮ้งก์หรือหยุดทำงานดื้อๆ ทำให้น่าเชื่อหน่อย เวลาที่ใช้ดาวน์โหลดต้องไม่น่านเกินไป ดังนั้นการใส่กราฟฟิกจำนวนมากบนโฮมเพจจริงไม่เป็นการถูกต้อง
5. ชื่อเสียงในโลกความจริงขององค์กรจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้นๆ หรือการลิงค์ไปสู่องค์กรเสื่อมเสียย่อมส่งผลต่อเว็บไซต์โดยตรง
ผลงานวิจัยเชิงปริมาณของ Stanford Persuasine Technologylab เป็นการสำรวจชาว Ango saxon ในอเมริกาและยุโรปไม่รวมชาวเอเชียอย่างเราท่านที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ขอเชิญนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์บ้านเรา
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก
http://credibility.stanford.edu/

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2551

ปัจฉิมกรรม


ให้นักศึกษาแคะ แงะ แซะ จับเก็บภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย หนึ่งเรื่อง จากประเด็นใดก็ได้ ดังนี้ ก.อาหาร ข.เครื่องนุ่งห่ม ค.ยารักษาโรค ง.ที่อยู่อาศรัย โดยภูมิปัญญาดังกล่าวต้องไม่สามารถ สืบค้นได้จาก Internet.......และไม่ซ้ำกันและกับเรื่องใน saraburi2.blogspot.com

Happy New Year
ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
`ปล. คลิก ความเห็นแล้ว post บทความ

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551


กล่มที่ 1 Midterm

รหัสนักศึกษา
50210156 34
50210157 27
50210158 37
50210161 30
50210162 36
50210163 25
50210164 30
50210166 16
50210167 34
50210168 22
50210170 26
50210171 43
50210172 14
50210174 30
50210175 43
50210176 20
50210177 37
50210179 29
50210180 31
50210181 28
50210184 37
50210188 26
50210189 25
50210193 33
50210194 30
50210195 15
50210198 25
50210200 33
50210201 27
50210202 32
50210203 27
50210205 29
50210209 32
50210212 44
50210217 45
50210218 35
50210247 24
50210251 29

Possible Point is 45

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551


การเลี้ยงมดแดงไข่


ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D

.

1. เกี่ยวกับมดแดง

มดแดงไข่เป็นแมลงชนิดหนึ่ง ชอบทำรังและออกไข่ตามต้นไม้ แบ่งเป็น 2 ชนิด

ก. แม่เป้ง ลักษณะลำตัวสีเขียวปนน้ำตาล ส่วนมากจะมีปีก ขนาดใหญ่กว่า ชัดเจน ทำหน้าที่ออกไข่ และป้องกันศัตรู สร้างรัง

ข. มดแดงทั่วไป ลำตัวสีแดง ทำหน้าที่ออกหาอาหาร ป้องกันศัตรู สร้างรัง ต้องเดินทางออกจากรังไปหาอาหารไข่มดแดง ในรังมดแดงมีไข่ 3 ชนิดดังนี้

ก. ไข่มาก เป็นไข่ขนาดใหญ่ที่สุด ฟักออกมาเป็นแม่เป้งโดยเฉพาะ

ข. ไข่ฝาก ขนาดปานกลาง มีจำนวนมากที่สุด ฟักออกมาเป็นมดแดงทั่วไป

ค. ไข่มดดำ ไข่สีดำ ขนาดเล็กฟักออกมาเป็นมดดำมีปีก มักบินหนีในเวลาอันสั้น


2. วิธีเลี้ยงมดแดง


มดแดงกินอาหารจำพวกเศษเนื้อสัตว์ทุกชนิด ก้างปลา ซากแมลง หอย เศษอาหาร ที่ขาดไม่ได้ คือ มดแดงต้องกินน้ำ จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมมดแดงชอบไต่ราวตากผ้าเข้ามาในบ้าน !!!การให้อาหารอาหารมดแดงควรอยู่ในภาชนะที่ไม่มีน้ำขัง ทำให้เศษอาหารแห้งได้ ไม่บูดเน่า การลำเลียงกลับรังทำได้ง่าย เศษอาหารควรมีขนาดเล็ก ภาชนะที่เหมาะที่สุดคือ ตะแกรงลวด หรือมุ้งลวดเก่า หรือภาชนะจักสานขนาดเล็ก ผูกติดกิ่งไม้เหนือศีรษะ ป้องกันสัตว์ชนิดอื่นทำลายหรือกินเศษอาหารการให้น้ำใช้ขวดพลาสติกเจาะด้านข้างขนาดกว้างประมาณ 1 ใน 3 ของขวด ปิดฝาให้สนิทป้องกันฝุ่นหรือสิ่งสกปรกหล่นลงไป ผูกคอขวดด้วยเชือก เติมน้ำให้เต็มรอยเจาะ ใช้ไม้เล็ก ๆ 2-3 ชิ้นจุ่มลงไปในน้ำเป็นสะพานให้มดลงไปกินน้ำ ถ้าไม่มีสะพานมดอาจตกน้ำตายได้


3. ศัตรูของมดแดงไข่


มดแดงไข่จะอพยพหนีจากต้นไม้ที่เลี้ยงไว้ด้วยสาเหตุต่อไปนี้

ก. มีมดดำมาบุกรุกหรือ ตอนนำมดแดงมาปล่อยไม่ได้ขจัดมดดำให้หมด หรือมีมดดำบนต้นไม้ข้างเคียง

ข. จุดไฟใต้ต้นไม้ของมดแดงไข่

ค. ใช้ขี้เถ้าหว่านบนต้นไม้ของมดแดงไข่

ง. ใช้สารเคมีฉีดพ่นบริเวณใกล้เคียง

จ. ขาดอาหารและน้ำ

ฉ.นำมดแดงจากต้นไม้ตั้งแต่2ตันขึ้นไป มาเลี้ยงรวมกัน(ทหารคนละประเทศจะรบกัน!!!!)


4. การเก็บไข่มดแดง


ควรใช้ไม้แหย่เหมือนที่เคยปฏิบัติ เจาะรูบนรังให้เล็กสุดเคาะเบา ๆ ให้ไข่ร่วงลงบนถังน้ำ ข้อสำคัญ ต้องปล่อยแม่เป้งให้หมด เพื่อให้ออกไข่ขยายพันธุ์ต่อไป

เราต้องช่วยกันเปลี่ยนเศษอาหารงานเลี้ยงเป็นไข่มดแดง 1 งานเลี้ยง : ไข่มดแดง 100 กิโลกรัม:30,000 บาท!!!)

* รองศาสตราจารย์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง*นักวิชาการประจำ คณะกรรมาธิการ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา*Ph.D. (University of Missouni - Columbia) สหรัฐอเมริกา


Isaan Copyrighted* ห้ามแปลเป็นภาษาต่างประเทศ

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551


มะละกอ GMO จดทะเบียนฝรั่ง : นักวิชาการขายตัวหรือนักการเมืองขาดวิสัยทัศน์ ?
*รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
ชาวขอนแก่นรู้สึกรันทดใจต่อข่าวมูลนิธิมหาวิทยาลัยคอร์แนล ได้นำมะละกอไปดัดแปลงพันธุกรรมและจดทะเบียนสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้วการกระทำการของฝรั่งครั้งนี้เป็นการบี้บาทาลงบนหัวของคนไทย โดยเฉพาะคนอีสานเป็นการเฉพาะ ท่านนักวิชาการในรั้วในมหาวิทยาลัยจะรู้หรือไม่หนอว่า “มะละกอ” ไม่ใช่แค่ผลไม้ชนิดหนึ่งของคนอีสาน แต่มะละกอยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนอีสานและคนไทยภาคอื่นๆ และคนเขมร ลาว อพยพอีกหลายสิบล้านคนทั่วโลก พอๆ กับปลาร้าหรือปลาแดกของคนอีสาน ฝรั่งเขาอ่านการตลาดทะลุปรุโปร่ง จึงได้แวะเวียนมาในคราบของนักบุญให้ทุนนักวิชาการไทยทำการวิจัย ซึ่งก็ไม่ใช้ความผิดเสียทีเดียว เพราะนักวิชาการหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยนั้นถูกวิสัยทัศน์การบริหารงานองค์กร (มหาวิทยาลัย) ในฐานะผู้นำทางปัญญา ทอดทิ้งมานานหลายชั่วอายุคน ต้องให้คนเหล่านี้ดิ้นรนหาแหล่งเงินทุนต่างชาติมาทำการวิจัย เพื่อยังชีพ ภายใต้สัญญาการผูกมัดเอาเปรียบนานาประการ รวมถึงสัญญาผูกมัดว่าเจ้าของแหล่งเงินทุนเป็นเจ้าของสิทธิ์ด้วยจึงไม่น่าแปลกใจว่านักวิชาการเหล่านี้ ได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างเป็นทางการให้กับต่างชาติเข้ามากอบโกยทรัพยากร อันอุดมสมบูรณ์ของบ้านเราไปเกือบหมดอยู่แล้วในอดีตนักการเมืองผู้กุมชะตาด้านการเกษตรของไทย ดูแล้วห่อเหี่ยวสิ้นหวัง มองหาวิสัยทัศน์ที่จะ “หวงแหน” ทรัพยากรด้านพันธุ์กรรมน้อยเหลือเกินข้อวิกฤตกังวลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงแก้ไขกับทรัพยากรพื้นบ้านอื่นๆ ที่ชาวบ้านนิยมบริโภค เช่น ผักหวาน ไข่มดแดง แมงจีนูน ปูนา เห็ดนานาชนิด หรือ แม้แต่หมอลำที่ฝรั่งนำไปดัดแปลงพันธุ์กรรมเป็นหมอลำ GMO* แล้ว นำไปจะทดเบียน อีกหน่อยอีสานบ้านเฮาจะลำเพลิน ลำกลอน ลำซิ่ง คงต้องขอใช้ลิขสิทธิ์ฝรั่งเสียก่อนเป็นแน่การพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้อิสระแก่โรงเรียนคิดหลักสูตรท้องถิ่นได้เองร้อยละ 30 ผมแอบดีใจอยู่ลึกๆ ว่าจะนำสิ่งต่างๆ ในท้องถิ่นดังกล่าวมาให้เด็กเรียนและสานต่อและพัฒนากับสินค้า OTOPแต่สายไปหน่อยที่โรงเรียนคงไม่มีนักวิชาการในมหาวิทยาลัย คอยช่วยเหลือเพราะไม่มีทุนก้อนโตจ้างทำวิจัย รวมทั้งนโยบายระดับชาติที่ผ่านมาก็ปิดเป็นความลับทั้งหมดโอ้อีสานบ้านเฮา…ดินไม่ดำ น้ำไม่ชุ่ม แล้วยังถูกรุมกินโต๊ะอีกหรือนี่….*GMO;Genetically Modified Oganism;หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงพันธุ์กรรม*คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง*นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลป และวัฒนธรรม วุฒิสภา

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551



นักเรียนเก่งที่สุดในโลกเขาปั้นกันอย่างไร?

รศ.ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.


นักเรียนมัธยมอายุ 15 ปีของประเทศฟินแลนด์ สามารถทำคะแนนจากแบบทดสอบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านได้ดีที่สุด ในบรรดาประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อการพัฒนาและร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจ (OECD-Organization for Economic Cooperation and Development)การทดสอบด้วยโปรแกรมการประเมินนักเรียนนานาชาติ เรียกว่า PISA-Programme for International Student Assessment เป็นโครงการประเมินของผลการเรียน เป็นช่วงๆ ละ 3 ปี สำหรับนักเรียนอายุ 15 ปีของประเทศสมาชิก ปีแรกทำการประเมินในปี ค.ศ. 2000 เน้นทดสอบด้านความสามารถในการอ่าน ช่วงที่ 2 ประเมินในปี 2003 ทดสอบด้านคณิตศาสตร์ และ การแก้ปัญหา และในปีพ.ศ. 2006 ทำการทดสอบความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากผลการทดสอบล่าสุดปี 2003 มีนักเรียนเข้าร่วมจำนวน 6,235 คน จากโรงเรียน 197 แห่ง จาก 161 ประเทศซึ่งนับรวมประเทศไทยด้วย ปรากฏว่านักเรียนจากฟินแลนด์ ชนะเลิศในวิชาการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ส่วนเทคนิคการแก้ปัญหาแพ้แก่นักเรียนจากประเทศเกาหลีไต้เพียงเฉียดฉิว ในทุกวิชานักเรียนฟินแลนด์ ทำค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม OECD ประมาณ 40-50 คะแนน จากคะแนนเฉลี่ยโดยทั่วไปประมาณ 500 คะแนนความเข้าใจและใส่ใจต่อความต้องการของเด็กคือกุญแจสู่ความสำเร็จจากการสำรวจโรงเรียนของฟินแลนด์พบว่า กุญแจสำคัญอันนำไปสู่ความสำเร็จดังกล่าว ประกอบด้วย1. การประกันความเสมอภาคทางโอกาสแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น2. ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล จะเน้นการให้ความช่วยเหลือแนะแนวทางนักเรียนที่มีความต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งนี้พบว่ามีเด็กนักเรียนเพียงจำนวนน้อยนิดที่ต้องเรียนซ้ำชั้น3. ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่เกื้อหนุนให้นักเรียนฟินแลนด์ เก่งกาจขนาดนี้มีหลากหลายปัจจัย เช่นเด็กเล็กๆ รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น และมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นจากการสอนของครูเพียงคนเดียว นักเรียนเรียกชื่อแรกของครู เหมือนคนไทย ไม่มีการให้เกรดในการประเมินการเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปในลักษณะอบอุ่น เป็นธรรมชาติ มีการเน้นการสร้างสรรค์บรรยากาศอันรื่นรมย์ และจูงใจให้เกิดเรียนรู้เป็นอย่างสูงในโรงเรียน การจัดให้มีเครือข่ายห้องสมุดแบบผสมผสาน การจัดให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านของนักเรียนโดยตรง นักเรียนฟินแลนด์ เป็นนักอ่านชั้นยอดเกือบทุกคน รายการโทรทัศน์จากต่างประเทศ จะออกอากาศเป็นภาษาต่างประเทศโดยตรง และใช้ภาษาฟินแลนด์เป็นตัววิ่งอยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นวิธีช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนภาษาต่างประเทศได้ดีขึ้น สามารถ อ่านภาษาของตนเองได้เร็วขึ้นหลักและวิธีการสอน.. การเรียนการสอนยึดหลัก การเรียนรู้ด้วยการกระทำและจากพื้นฐานกิจการของชุมชน (Learning by doing and Community Orientation) ของนักการศึกษาชาวฝรั่งเศสชื่อ Ce'lestin Freinet ซึ่งปรากฏให้เห็นทั้งในหลักสูตรแกนกลางแห่งชาติ และหลักสูตรเฉพาะของแต่ละเมือง โรงเรียนบางแห่งเช่น Stromberg School ยอมรับหลักการดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ โดยการออกแบบและสร้างโรงเรียนให้เป็นห้องปฏิบัติการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมของผู้เรียน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเรียนในแต่ละชั้นเรียนจะมีหลากหลายช่วงอายุของนักเรียน จะไม่มีการนำผลการเรียนมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล การมอบหมายงานระหว่างนักเรียน เรียนเร็ว และเรียนช้า จะมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละคนการเรียนรู้เริ่มจากกิจกรรมประจำวันกิจกรรมการเรียนของนักเรียนเริ่มจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในงานประจำวันทั่วไป ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ละกลุ่มจะสลับกันทำกิจกรรมต่างชนิดกัน เช่นเข้าไปดูเรือนเพาะชำกล้าไม้ ชมห้องสมุด การเก็บขยะกระดาษ การนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ใหม่ การทำปุ๋ยหมัก สนามหญ้า ตู้ปลา ช่วยงานโรงอาหาร ช่วยเลี้ยงและให้อาหารเต่าทะเล ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ ครูจะไม่เป็นผู้แนะนำ แต่จะให้บุคลากรในสถานที่นั้นๆ เป็นพี่เลี้ยงให้ เช่น พนักงานทำความสะอาด แม่ครัว ยาม ฯลฯ ซึ่งทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนทุกคนชั้นเรียนเปิดต้อนรับ พ่อ-แม่ผู้ปกครองเข้ามาช่วยสอนในห้องปฏิบัติการ และช่วงเย็นหลังเรียน ขณะเดียวกันโรงเรียนจะนำนักเรียนไปดูงานนอกสถานที่เป็นประจำในแต่ละปีโรงเรียนจะมีเป้าหลักเพื่อการเรียนรู้แตกต่างกันไปเกี่ยวกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ (Water Earth Air and Fire) การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ สามารถประมวลเข้ากับสถานที่ต่างๆได้อย่างกลมกลืนและมีศิลปะ เช่น สนามเด็กเล่น สถานรับรับเลี้ยงดูเด็กตอนกลางวัน ฯลฯโรงเรียนแบบประสมนักเรียนฟินแลนด์เริ่มเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ใช้เวลาเรียนในภาคบังคับ 9 ปี จนอายุ 17 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเรียน ค่าอาหารกลางวัน ค่าเดินทางไปกลับ จากโรงเรียน ค่าดูแลรักษาสุขภาพฟรีทั้งหมดสรุปปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จของนักเรียนฟินแลนด์1. โครงสร้างทางสังคมซึ่งเสริมส่งการอ่านก. วัฒนธรรม ความรักการอ่านหนังสืออย่างจริงจังของชาวฟินแลนด์ เช่นเกือบทุกบ้านเป็นสมาชิกรับหนังสือพิมพ์, พ่อแม่ช่วยลูกอ่านหนังสือที่บ้าน ค่านิยมเรื่องการอ่าน การรู้หนังสือเป็นที่ยอมรับของสังคม สื่อมวลชนมีบทบาททางสร้างสรรค์ก่อให้เกิดนิสัยรักการอ่านและการเขียน ฯลฯข. ระบบเครือข่ายของห้องสมุดที่มีมากมายกระจายทั่วทุกพื้นที่ มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกทันสมัย มีหนังสือตำรา ที่ควรค่าต่อการอ่านสำหรับครอบครัว สามารถสืบค้นจากอินเทอร์เน็ตได้ มีพนักงานห้องสมุดที่ให้บริการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ให้เข้ากับโรงเรียนค. แม่ของเด็กชาวฟินแลนด์ จะมีการศึกษาสูง ตำแหน่งการงานดี เป็นแบบอย่างแก่เด็กหญิงชาวฟินแลนด์ได้ดี โดยเฉพาะด้านการอ่านหนังสือมีมากกว่าผู้ชาย (พ่อ)ง. การใช้ตัววิ่งภาษาฟินแลนด์ในภาพยนตร์ต่างประเทศ เสียงในฟิล์มทำให้เด็กชาวฟินแลนด์อ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจ. การท่องเน็ต, การส่งข้อความสั้นๆ (SMS) การเล่นเกมส์ เป็นงานอดิเรกสามารถเพิ่มนิสัยรักการอ่านได้ แม้อาจลดการอ่านหนังสือลงบ้าง2. ปัจจัยเรื่องการเรียนการสอนและภาษาฟินแลนด์ก. ตัวอักขระ และการเขียนของภาษาฟินแลนด์ ตรงกับเสียงที่เปล่งออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้การเรียนรู้ในการอ่านทำได้ง่าย (What you say is What you write)ข. หลักสูตรแห่งชาติเน้นทักษะกลยุทธ์การอ่าน และการเขียน ส่วนวิธีการประเมินเพื่อปรับปรุงให้ครูและโรงเรียนมีอิสระในการเลือกค. อุปกรณ์การสอนมีหลากหลาย ครูสามารถเลือกวัสดุประกอบการสอนได้อย่างเป็นอิสระง. นักเรียนมีส่วนร่วมในการเลือก หนังสือ วารสาร หรือสื่ออื่นๆ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนการอ่านจ. เด็กๆ จากครอบครัวผู้อพยพสามารถเรียนรู้การอ่านด้วยภาษาของตนเองฉ. ครูมีส่วนช่วยให้นักเรียนอ่านหนังสือในเวลาว่างทุกโอกาสช. โรงเรียนและห้องสมุด, หนังสือพิมพ์ และวารสารมีส่วนช่วยในการเรียนเป็นอย่างสูงสรุปภาพรวมของความสำเร็จ- ถามว่าฟินแลนด์จัดหาครูเก่งได้อย่างไร? อาจเป็นเพราะค่านิยมเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ได้รับการยกย่อง ดังนั้นการคัดเลือกผู้ที่จะไปสอน หรือฝึกสมองคน จึงกระทำอย่างเข้มข้น ผู้สมัครเข้าเรียนครู 7 คนจะได้รับการคัดเลือกเพียง 1 คนซึ่งเข้มข้นกว่าการคัดเลือกเข้าเรียนเป็นแพทย์ วิศวกร หรือ นักกฎหมาย ครูที่ไร้ความสามารถจะถูกไล่ออกซึ่งมีน้อยมาก ครูมีเสรีภาพทางวิชาการสูงมาก สามารถเลือกวิธีสอนได้เอง เลือกสื่อการสอนเองหรือไม่เลือกเลยก็ได้ ไม่มีการประเมินหรือตรวจสอบครู- การไม่มีแบบทดสอบมาตรฐานไม่มีการสอบไล่ ทำให้นักเรียน เรียนด้วยความสบายใจไม่กดดันและเป็นธรรมชาติ มีการสอบเข้มข้นเพียงครั้งเดียวตอนอายุ 18 ปี คือการสอบเข้าเป็นนักศึกษา (Matriculation) ในมหาวิทยาลัย โดยเฉลี่ยนักเรียน 2 ใน 3 ส่วนสามารถสอบเข้าเรียนต่อได้- การให้บริการอาหารกลางวัน การเดินทาง การบริการสุขภาพและ ค่าเล่าเรียนจัดให้ฟรี ทั้งหมดทำให้ครูและนักเรียนสามารถมุ่งเรื่องการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่- นักเรียนได้รับการฝึกให้ค้นคว้าด้วยตนเอง ตั้งเป้าหมายการเรียนด้วยตนเอง และประเมินตนเองตลอดเวลา- ครูต้องให้กำลังใจนักเรียนเท่านั้น และต้องถือว่าข้อผิดพลาดของนักเรียนคือโอกาสแห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ครูต้องช่วยเหลือเต็มที่แหล่งอ้างอิง1. เฟอร์กัส บอร์เดวิช เรียนดีเลิศ Reader’s Digest กันยายน 2548. P95-1012. The Finnish School-a source of skills and well-being available : http://virtual.finland.fi/Education_Research/

Class Schedule



SARABURI 1
Course description
วิชา ระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา รหัสวิชา 913705


1. รายละเอียดกระบวนวิชา สารสนเทศเพื่อการศึกษา (Information System For Education)
ประกอบด้วยการศึกษาความสำคัญของข้อมูลที่มีต่อการวางแผนงานบริหาร การแนะแนว
การศึกษา ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค การสร้างระบบข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับการได้มา การเก็บ การนำมาใช้และการเลื่อนไหลของข้อมูลและอิทธพลในองค์การ และระหว่างองค์การในระดับต่าง ๆ ในรูปของเครือข่าย การพัฒนาระบบของข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจ

2. จุดประสงค์ของกระบวนวิชา
กระบวนวิชาสารสนเทศเพื่อการศึกษามีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอนทำการ
ศึกษาค้นคว้า และแบ่งปันความรู้ ความคิดเห็น และวิเคราะห์ สังเคราะห์ สารสนเทศจากแหล่ง ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของนโยบายและการวางแผนสารสนเทศแห่งชาติ และแหล่งสารสนเทศจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจทางการศึกษา ตามวัตถุประสงค์จำเพาะของการศึกษา ดังนี้
1) นโยบายสารสนเทศแห่งชาติตามพระราชบัญญัติการศึกษา
2) สถานภาพการพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศทางการศึกษา
3) แผนพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศทางการศึกษาแห่งชาติ
4) Information Society และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ
5) การประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ
6) โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศเพื่อการศึกษาไทย
7) การใช้เครื่องมีอเพื่อจับเก็บสารสนเทศบนอิเทอร์เน็ต
8) การสืบค้นสารสนเทศผ่าน WWW เพื่อการวิจัย
9) การบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศืกษา
10) ICT and Knowledge Management




3. วิธีการเรียนการสอน
กระบวนวิชานี้มุ่งให้เกิดการไหลเวียนของสารสนเทศ (Information Flow) ขึ้นในผู้เรียนและผู้สอน เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบประสารสัมพันธ์ (Cooperative Learning) และการแบ่งปันสารสนเทศด้านต่าง ๆ ดังนั้น การเรียนการสอนจึงประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้

1) การศึกษาจากบัตรข่าว (News Card) ของนักศึกษาแต่ละคนบน e-Mail หรือ Class Weblog
2) การบรรยายแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Lecture)
3) การมอบหมายงานประเด็นย่อย (Small Topic Assignment)
4) การสาธิตและการนำเสนอโดยผู้เรียน (Demonstration and Presentation of Learners)

4. พฤติกรรมที่คาดหวังจากผู้เรียน
1) นักศึกษาเขียน Information Technology News Card ทุกครั้งที่มีการเรียนการสอน
(11 News)บน Weblogหรือ e-Mail ที่กำหนดให้
2) อ่าน Handouts ที่แจกให้ทุกครั้ง
3) ทำแบบทดสอบย่อยที่กำหนด
4) เข้าเรียนครบ 11 สัปดาห์ (11 ครั้ง)
5) ทำงานที่มอบหมายส่งตรงเวลา

5. เกณฑ์การทดสอบและประเมินการเรียน
เกรด A:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 ครบทั้ง 4 ข้อ
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด A
เกรด B:
1) ปฏิบัติตามข้อ 4 แต่ละข้อได้แต่ละข้อได้อย่างต่ำร้อยละ 80
2) เข้าสอบปลายเทอมได้คะแนนเกรด B ขึ้นไป

6. Tentative Schedule
วัน เดือน ปี
เนื้อเรื่อง
พุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551
- สังคมสารสนเทศ
- Leadership and IT
- E-Mail application
-
พุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551
- การสืบค้นสารสนเทศจาก WWW
- การประเมินความเที่ยงและความตรงของสารสนเทศจาก WWW
- สถานภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในประเทศไทย
- E - MAIL ANATOMY
พุธที่20 กุมภาพันธ์ 2551
- การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหาร
- ปัจจัยเริ่มต้นเพื่อจัดตั้งอินเทอร์เน็ตในองค์การ
- Web Log anatomy
- นโยบายสารสนเทศเพื่อการศึกษาของต่างประเทศ
- Blog Applications
-
พุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551
- การปรับเปลี่ยนเพื่อรับเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการศึกษาความพร้อมและการปรับตัวของโรงเรียนไทย
- การ UPLOAD FILE ภาพและ TEXT บน Blog
- เทคนิคการ ATTACH FILES
พุธที่ 5มีนาคม 2551
- กรอบแนวทางและกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
- PRESENTATION TECHNIQUES
-
พุธที่ 12 มีนาคม 2551
- การเรียนการสอนผ่านเครือข่าย WWW
- การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในสหรัฐอเมริกา
- Web-based Instruction
พุธที่ 19 มีนาคม 2551
- Knowledge Management
- การประเมินความเชื่อถือของ Information บน WWW
- Skills essential for Web-based knowledge
-

พุธที่ 26 มีนาคม 2551
- VOIP
- (Voice Over Internet Protocol) หรือโทรศัพท์ผ่าน Internet
-

พุธที่ 2 เมษายน 2551
- แผนปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
- การ SAVE FILE รูปแบบต่าง ๆ
-

พุธที่ 9 เมษายน 2551
- การใช้ DIGITAL CAMER
- Secondlife 3D technology for learning

พุธที่ 23 เมษายน 2551
- Final exam.
- สรุป


7. ผู้สอน
รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
Ph.D.(Educational Media & Technology)
University of Missouri - Columbia - USA.-2526
คม.(โสตทัศนศึกษา)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-2517
กศ.บ. (วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม)-2514

ที่ทำงาน
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
โทร (02) 3269040
บ้าน โทร (02) 729 3629
0815808014
Email:panitan007@gmail.com
Weblog: http://saraburi1.blogspot.com

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551

Welcome to our space


ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่โลกอิเล็กทรอนิกส์ค้วยความยินดียิ่ง เราจะใช้พื้นที่นี้เพื่อเป็นสื่อกลางเพื่อการเรียนการสอนวิชา สารสนเทศเพื่อการศึกษา (Information System For Education) ซึ่งเป็นหลักสูตรวิชาการบริหารการศึกษามหาบัณฑิต แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีวิชา ITเปิดสอน จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่าท่านจะเป็นผู้บริหารองค์กรที่ใช้ IT ได้อย่างมีความสุข